แกลเลอรี่ 2

แกลเลอรี่

10 อันดับ สัตว์ที่มีขามากที่สุด

10 อันดับ สัตว์ที่มีขามากที่สุด

 

 

ทีมงาน Toptenthailand.com ขอเสนอ “10 อันดับ สัตว์ที่มีขามากที่สุด”

ที่มา :

10. แมลงอื่นๆ

แมลงอื่นทั่วๆไป จำพวกมด ผึ้ง แมลงวัน ฯลฯ มีจำนวนขาประมาณ 6 ขาเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในไฟลัมอาร์โทรโพดา ลักษณะทั่วไปของแมลงคือมีลำตัวยาวหรือค่อนข้างยาว ลำตัวทั้งสองด้านซ้ายขวามีลักษณะเหมือนกันและเท่ากัน ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายใหญ่หรือเล็กกว่า แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนหัว (head) , ส่วนอก (thorax) และส่วนท้อง (abdomen) โดยลักษณะของอวัยวะส่วนหัวประกอบไปด้วยตา หนวดและปาก กะโหลกศีรษะมีรอยต่อหรือเส้น

9. แมงมุม

จัดเป็นสิ่งมีชีวิตพวกสัตว์ขาปล้อง เช่นเดียวกับแมลง กิ้งกือ ปู เป็นต้น แมงมุมมีอาหารเป็นพวก เพลี้ยอ่อน ตัวหนอน ผีเสื้อ แมลงวัน เป็นตัน จึงมีความสำคัญในระบบนิเวศทางการเกษตร และระบบนิเวศทั่วไป แมงมุมบางชนิดมีการชักใยเป็นข่ายดักจับสัตว์ที่เป็นเหยื่อ แมงมุมจะมีช่วงลำตัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหน้า ที่ประกอบไปด้วยส่วนหัวและอกที่เชื่อมติดกัน และส่วนหลัง คือ ส่วนผลึก และแมงมุมมีปีกบางชนิด มีจำนวนขาถึง 9 ขา

8. ปู/กุ้ง

สัตว์จำพวกปูและกุ้งจัดอยู่ในไฟลัมอาร์โทรโพดา มีจำนวนขาถึง 10 ขา สัตว์ในกลุ่มนี้มีระยางค์ 5 คู่ แต่ละคู่มี 2 ก้าน ส่วนท้ายมีระยางค์อีก 8 คู่ ตาประกอบเป็นก้าน มีขนแข็งทั่วตัวใช้รับสัมผัส ระบบสืบพันธุ์แยกเพศกัน ปฏิสนธิภายใน ตัวอ่อนลอกคราบหลายครั้งจนกว่าจะเป็นตัวเต็มวัย

7. แมงกะปิ

แมงกะปิ สัตว์ประเภทไฟลัมอาร์โธรพอด อาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกกว่า 2.5 กิโลเมตร มีจำนวนขาถึง 14 ขา รูปร่างแบนคล้ายแมลงสาป ขนาดลำตัวประมาณ 0.7-1 เมตร มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Woodlice สันนิษฐานว่าสัตว์ดึกดำบรรพ์ตั้งแต่สมัยยุคไดโนเสาร์ที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน

6. หนอนแก้ว

หนอนชาเขียว เอ๊ย! หนอนแก้ว ก็คือตัวอ่อนก่อนที่จะกลายเป็นตัวผีเสื้อปีกสวยที่เราเห็นกัน มีระยะเป็นตัวหนอนนี้ประมาณ 14-15 วัน แล้วจึงกลายเป็นดักแด้ โดยอาหารของมันจะชอบกินยอดใบไม้อ่อนๆ (เหมือนในโฆษณาเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง) มีจำนวน 16 ขา แม้ตัวโตขึ้นมาเป็นผีเสื้อแสนสวยก็จริง แต่ในช่วงวัยนี้ของมันผู้คนต่างไม่ชอบมันอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่เกษตรกร เพราะมันชอบทำลายพืชผลในไร่ในสวนของพวกเขานั้นเอง

5. ตะขาบฝอย

ลักษณะคล้ายกับตะขาบ แต่อยู่ในคนละชั้น ตะขาบฝอย อยู่ในชั้น ซิมไฟลา ส่วนเจ้าตะขาบใหญ่นั้นอยู่ในชั้น ไคโลโพดา แต่ทั้งสองอย่างอยู่ในไฟลัมอาร์โธรพอดเหมือนกัน(นักวิทยาศาสตร์นี่ก็ช่างสรรหา จัดแยกกันจริงๆ) แต่ในส่วนตะขาบฝอยมีขนาดเล็กกว่า มีขามากถึง 24 ขา จำนวน 10-12 คู่ มีหนวด 1 คู่ ลำตัวเป็นปล้อง มีระบบสืบพันธุ์แบ่งเพศ ปฏิสนธิภายใน โดยออกลูกมาเป็นไข่ ถึงจะเป็นพันธุ์เล็ก แต่ก็มีพิษเช่นกัน แต่ว่ามีปริมาณที่น้อยกว่าตัวใหญ่เท่านั้นเอง

4. ตะเข็บ

เจ้าตะเข็บมีลักษณะคล้ายกับตะขาบ แต่ต่างตรงที่มันมีขนาดเล็กกว่ามาก ยาวตํ่ากว่า ๕-๖ เซนติเมตรลงไป ลําตัวเล็ก มีจำนวนปล้อง ๓๑-๑๗๓ ปล้องแต่ละปล้องมีขา ๑ คู่ และขายาวกว่าปล้องลําตัวมาก ที่แพร่หลาย เช่น สกุล Geophilus ในวงศ์ Geophilidae แต่โดยเฉลี่ยทั่วไปมีจำนวนขาประมาณถึง 30 ขา แม้จะเป็นสัตว์ไม่มีพิษมีภัยกับมนุษย์ แต่ก็สร้างความน่ารังเกียจได้เช่นกัน โดยเฉพาะถ้าเราวางข้าวของเครื่องใช้ไว้ข้างนอกที่ชื้นๆ มีสทธิ์เจอเจ้าตัวนี้มาเยี่ยมเยือน

3. Centipede-Haploophilus subterraneus

ยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดของเจ้าไฟลัมอาร์โธรพอดตัวนี้ แต่อยู่วงศ์ตระกลูเดียวกับตะขาบเช่นกัน มีขามากถึง 178 ขา ลักษณะนิสัยชอบอยู่ที่เย็นชื้น ช่อนตัวในเวลากลางวัน ใต้ก้อนหิน ใต้ซากพืชต่างๆ และจะออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน กินแมลงต่างๆเป็นอาหาร ได้ชื่อว่าตะขาบ ย่อมมีพิษร้ายอยู่เกือบทุกตัวแน่นอน ข้อควรระวังที่ดีสุด คือพยายามอยู่ห่างมันไว้จะดีกว่า

2. Centipede-Himuntarum Gabrielis

สำหรับเจ้าตัวนี้เป็นพวกไฟลัมอาร์โธรพอด ในตระกูลตะขาบ มีขามากถึง 354 ขา ลำตัวแบน มีลักษณะนิสัยเหมือนตะขาบพันธุ์อื่นๆทั่วไป ชอบอยู่ในพื้นที่ชื่นเฉะ เย็นๆ ในเวลากลางวัน ออกหากินในเวลาตอนกลางคืน และที่หัวของมันมีหนวดสั่นกระดิกด้วยความเร็ว ไว้สัมผัสความชื้นของอากาศ ที่สำคัญเจ้าตัวนี้มีพิษประเภท hydroxytryptamine หรือ cytolysin บริเวณผิวที่โดนมันกัดทำให้เกิดอาการบวม ปวด แดง ร้อน หากบวมมาก ความที่แพ้เจ้าสารชนิดนี้อาจอันตรายถึงชีวิตได้

1. กิ้งกือ

ในที่สุดก็มาถึงอันดับที่ 1 ที่ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ คือเจ้ากิ้งกื้อ สัตว์ที่มีขามากถึง 750 ขา หรือ 375 คู่ เยอะแยะขนาดนี้ไม่รู้ว่ามันเดินขัดขาตัวเองบ้างหรือเปล่า? กิ้งกือ จัดเป็นอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัมอาร์โธรพอด ลำตัวเป็นเปลือกแข็งสีน้ำตาลมีขามากมาย เวลาตกใจกลัวจะม้วนตัวเป็นรูปเลข ๑ ไทย มีหลากหลายพันธุ์ กิ้งกือที่มีขามากที่สุดคือ Illacme plenipes เห็นเดินช้าๆแบบนี้เราชอบสนุกเอาไม้ไปแหย่มันให้ขดตัว แต่ระวังอย่าเอามือเปล่าเราไปจับมันนะ พวกกิ้งกือเหล่านี้สามารถปล่อยสารพิษจำพวกไซยาไนด์หรือเบนโซควิโนนออกมาเพื่อป้องกันตัว ถึงแม้ว่าพิษมันไม่แรงพอที่ทำอันตรายมนุษย์ทั่วไปได้ แต่ถ้าคนไหนแพ้เจ้าสารพิษนี้เข้า มีสิทธิ์เจ็บตัวได้เหมือนกันนะ

10 อันดับ สุดยอดเรื่องสัตว์ สุดช็อกโลก

10 อันดับ สุดยอดเรื่องสัตว์ สุดช็อกโลก

 

 

ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ “10 อันดับ สุดยอดเรื่องสัตว์ สุดช็อกโลก”

ที่มา : www.toptenthailand.com

10. ปริศนา นก-ปลา ตายเป็นเบือ

และอันดับที่ 10 ได้แก่ ปริศนา นก-ปลา ตายเป็นเบือ เป็นข่าวครึกโครมทันทีหลังจากที่นกแบล็กเบิร์ดปีกแดง 5,000 ตัว ร่วงลงมาจากฟ้าในวันแรกของปีใหม่ 2011 ที่มลรัฐอาร์คันซอ รวมถึงมีนกตายเป็นจำนวนมากหล่นจากท้องนภาในมลรัฐอื่น ๆ ของอเมริกาอีกเช่นกัน ไม่เพียงแต่บนฟ้าเท่านั้น ปลาจำนวนมโหฬารเสียชีวิตตามท้องน้ำต่างๆ ในสหรัฐฯ อย่างปริศนาเช่นกันไม่นานต่อมามันก็ดูจะกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับทั่วโลกไปด้วยซ้ำ เมื่อมีรายงานเรื่องนกและปลาสิ้นชีพในเวลาใกล้ ๆ กันเป็นจำนวนมาก โผล่ขึ้นมาทั้งที่สวีเดน, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, ไทย, บราซิล, และอื่น ๆ ทั้งนี้ ก็มีคนต่างพากันออกมาพยากรณ์ว่า วาระแห่งโลกาวินาศกำลังจะมาถึงแล้ว อย่างไรก็ดี ก็มีการสันนิษฐานถึงสาเหตุอื่นเช่นกัน อาทิ มาจากการพ่นสารเคมี, ฝนดาวตก, แผ่นดินไหว, สารพิษตกค้างซึ่งมาจากคราบน้ำมันจำนวนมหาศาลที่บริษัทบีพีทำเปรอะเปื้อนเอาไว้ในอ่าวเม็กซิโก, กองทัพสหรัฐฯกำลังทดลองอาวุธพลังงานที่อาศัยกำลังจากดาวเทียม หรือแม้กระทั่งเป็นฝีมือของมนุษย์อวกาศที่กำลังทดสอบคลื่นเสียงทรงอานุภาพที่จะสามารถขับไล่พวกเอเลี่ยนมนุษย์ต่างดาว!!! แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังไม่มีใครสามารถหาข้อสรุปที่แน่ชัดได้เสียที

9. อีวอนน์ แม่วัวผู้รักอิสระ

อันดับที่ 9 ได้แก่ อีวอนน์ แม่วัวผู้รักอิสระ ในประเทศเยอรมัน ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อีวอนน์ ได้สร้างความตื่นตะลึงไปโลก หลังจากที่มันกระโดดหนีข้ามรั้วไฟฟ้า และเตลิดหนีเข้าป่าหายไปเป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างที่กำลังจะถูกนำไปฆ่าที่โรงฆ่าสัตว์ ครั้งหนึ่งเกือบก่ออุบัติเหตุด้วยการวิ่งปะทะรถตำรวจ จึงทำให้กรมตำรวจออกหมายประกาศอนุญาตให้ยิงทิ้งได้ถ้าเห็นอยู่ที่ไหนเพราะเป็นสัตว์ไม่ปลอดภัยในถนนหนทางต่าง ๆ และจากวีรกรรมอันกล้าหาญของมันนั่นเอง หนังสือพิมพ์ Bild จึงได้ตั้งรางวัลถึง10,000 ยูโร ให้แก่ผู้ที่นำอีวอนน์กลับออกมาจากป่าอย่างปลอดภัย งานนี้ก็เลยทำเอาประชาชนทั้งหลายตามหาแม่วัวตัวนี้กันอย่างจ้าละหวั่น จนในที่สุดก็ตามหาตัวจนเจอ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อีวอนน์ได้รับการดูแลอย่างดีและปลอดภัยแล้ว โดยอยู่ที่อุทยานคุ้มครองสัตว์ ซึ่งได้จ่ายเงิน 600 ยูโรเพื่อซื้อกรรมสิทธิจากเจ้าของเดิม ป้องกันไม่ให้อีวอนน์ถูกนำไปสู่โรงฆ่าอีกครั้ง

8. โรคปากเท้าเปื่อยระบาดหนักในเกาหลีใต้

อันดับที่ 8 ได้แก่ โรคปากเท้าเปื่อยระบาดหนักในเกาหลีใต้ ส่งผลให้ทางการเกาหลีต้องสั่งกำจัดสัตว์ ทั้งหมู แพะ กวาง ไปแล้วกว่า 3.2 ล้านตัว ซึ่งในจำนวนนี้ มีวัวนมอีกกว่า 3.6 หมื่นตัวด้วย ซึ่งความเสียหายที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์ มีมูลค่าสูงถึง 374.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจากสถานการณ์การระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในเกาหลีใต้ครั้งนี้ ทำให้องค์การอาหารและการเกษตร หรือเอฟเอโอ ของสหประชาชาติ ออกมาระบุว่า เป็นการระบาดครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปีเลยทีเดียว

7. แฟชั่นสุดชิคของ แอชลีย์ – แมรี่ เคท โอลเซ่น

อันดับที่ 7 ได้แก่ แฟชั่นสุดชิคของ แอชลีย์ – แมรี่ เคท โอลเซ่น คู่แฝด คู่หูแฟชั่น หลาย ๆ คน อาจจะงงว่า เอ…เจ้าแม่แฟชั่นคู่นี้มาเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ได้อย่างไร ทั้งนี้ก็เนื่องจากกระเป๋าถือใบล่าสุดของพวกเธอนี่เอง ที่ทำเอาทั้งทุกคนถึงกับอึ้งไปตาม ๆ ซึ่งไม่ใช่หนังธรรมดาซะด้วย แต่เป็น หนังจระเข้ ที่มีมูลค่าถึง 39,000 ดอลล่าร์สหรัฐเลยทีเดียว!!! ทั้งนี้ สาวแอชลีย์ยังกล่าวติดตลกอีกด้วยว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดในสหรัฐ สิ่งเดียวที่ราคาสูงขึ้น นั่นคือ Hermes

6. อียิปต์หลุดออกจากสวนสัตว์บรอนซ์

อันดับที่ 6 ได้แก่ เรื่องระทึก งูอียิปต์หลุดออกจากสวนสัตว์บรอนซ์ หลังจากที่มีข่าวออกมาว่า งูเห่าอียิปต์ความยาว 24 นิ้วตัวนี้ล่องหนออกจากสวนสัตว์บรอนซ์ ก็สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงสวนสัตว์เป็นอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถควานหาตัวของมันได้พบ และก็ไม่ใช่ที่ไหนเล้ยยยย…ในกรงของมันนั่นเอง เพียงแค่เจ้างูเห่าไปหลบในมุมมืดที่อยู่สูง 200 ฟุตเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถหางูเห่าดังกล่าวได้พบแล้ว แต่เรื่องระทึกขวัญดังกล่าวก็ยังสร้างความหวาดหวั่นสะพรึงกลัวให้กับคนอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

5. เรื่องราวสุดสะเทือนใจของสุนัขที่นอนเฝ้าโลงศพทหารมะกัน ผู้เป็นนายสุดที่รัก

อันดับที่ 5 ได้แก่ เรื่องราวสุดสะเทือนใจของสุนัขที่นอนเฝ้าโลงศพทหารมะกัน ผู้เป็นนายสุดที่รัก โดยสุนัขแสนซื่อสัตย์ตัวนี้ คือเจ้าฮอว์กอาย สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนคู่ใจของ จอน ทูมิวสัน นายทหารหน่วยซีลของสหรัฐฯ วัย 25 ปี โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา มันรักเจ้าของมาก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่นายทหารจอน ทูมิวสัน ได้โดยสารไปกับเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน ก็ได้เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้ง 38 ราย และจอน ทูมิวสัน ก็เป็นหนึ่งในนั้น ท่ามกลางความเศร้าสลดของครอบครัวและญาติมิตรกับการจากไปของ จอน ทูมิวสัน แล้ว กลับมีภาพที่เรียกน้ำตาปรากฏขึ้นในงานศพให้เศร้าสลดขึ้นไปอีก เมื่อเจ้าฮอว์กอาย สุนัขคู่ใจของจอน ได้มานอนเฝ้าหน้าโลงศพของเขาไม่ไปไหนตลอดพิธีศพ นับเป็นภาพที่สะเทือนใจแขกที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

4. ภาวะขาดแคลนอาหารของสัตว์ในสวนสัตว์ทริโปลี ประเทศลิเบีย

อันดับที่ 4 ได้แก่ ภาวะขาดแคลนอาหารของสัตว์ในสวนสัตว์ทริโปลี ประเทศลิเบีย โดยที่ตั้งของสวนสัตว์แห่งนี้อยู่ที่ อาบู ซาลิม ซึ่งเป็นฐานที่มั่นเดิมของผู้นำเผด็จการ มูอัมมาร์ กัดดาฟี ซึ่งก็ไม่ได้รับการเหลียวแลและให้อาหารเลย โดยผู้ดูแลสวนสัตว์แห่งนี้กล่าวว่า กัดดาฟีล้มเหลวที่จะจ่ายเงินค่าอาหารสัตว์ทุกเดือน ซึ่งตอนนี้ก็เป็นหนี้บริษัทอาหารสัตว์อยู่ถึง 1.5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ อีกทั้งพนักงานในสวนสัตว์แห่งนี้ต่างก็ทยอยออกไปจาก 100 จนเหลือ 15 คนเท่านั้น

3. สุดสลด

ส่วนอันดับที่ 3 ได้แก่ เรื่องราวสุดสลดของ เสือสิงห์กว่า 50 ตัวตายที่เกลื่อนในรัฐโอไฮโอ โดยเหตุการณ์อันน่าสลดนี้ เกิดขึ้นที่สวนสัตว์แห่งหนึ่งในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ เทอร์รี่ ธอมป์สัน เจ้าของสวนสัตว์ป่าปล่อยสัตว์อันตรายรวม 56 ตัว ทั้งเสือเบงกอล 18 ตัวและสิงโต 17 ตัว วิ่งเพ่นพ่านทั่วเมือง ก่อนจะยิงตัวตายเพื่อเป็นการประชด หลังโดนโทษจำคุกในข้อหามีอาวุธและทารุณกรรมสัตว์ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังใช้ปืนไรเฟิลไล่ล่าสัตว์จนสถานการณ์สงบ ส่งผลให้สัตว์ป่าตายไปทั้งสิ้น 49 ตัว หายไป 1 ตัว ส่วนสัตว์อีก 6 ตัว ได้แก่ เสือดาว 3 ตัว หมีกริซลี่ 1 ตัวและลิง 2 ตัว จับไว้ได้และส่งไปให้สวนสัตว์โคลัมบัสแล้ว

2. เจ้าคนุต หมีขั้วโลกแสนน่ารัก

มาที่อันดับที่ 2 ได้แก่ เจ้าคนุต หมีขั้วโลกแสนน่ารัก และเป็นดาวเด่นของสวนสัตว์เบอร์ลิน จนทำให้เกิดกระแสคลั่งไคล้เจ้าคนุตไปทั่วโลก ถึงกับมีดาราฮอลลีวูดแวะเวียนมาชมความน่ารักของมันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ทอม ครูซ และลีโอนาร์โด ดิแคปริโอ ซึ่งเจ้าคนุต ก็สร้างรายได้มหาศาลจากค่าเข้าชม รวมถึงสินค้าต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์หมีคนุต ให้กับสวนสัตว์ถึงปีละหลายล้านยูโร และเคยทำให้ราคาหุ้นสวนสัตว์พุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นแฟรงก์เฟิร์ตอีกด้วย แต่ยังไม่ทันที่ผู้คนทั่วโลกจะได้ชื่นชมกับความน่ารักของเจ้าคนุต มันก็เสียชีวิตกะทันหันด้วยวัยเพียง 4 ขวบเท่านั้น เนื่องจากการกระทบกระเทือนภายในสมอง จนกลายเป็นข่าวพาดหัวดังไปทั่วโลก

1. หมานักรบ

อันดับ 1 ได้แก่ หมานักรบ กับภารกิจตามล่าหาตัวบินลาดิน ซึ่งทำให้หน่วยคอมมานโดของอเมริกาสามารถตามจับผู้นำอัลเคด้าคนนี้ได้สำเร็จ จนกลายเป็นขวัญใจใครต่อใครไปทั่วโลกแล้ว ทั้งนี้ก็นอกจากความน่ารักแสนรู้แล้ว พวกมันยังถูกฝึกมาให้บู๊ระห่ำแบบไม่เกรงกลัวภัยใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งดมกลิ่นหาวัตถุระเบิด พบห้องลับของบินลาดิน และหากมีนักโทษพยายามหลบหนี พวกมันก็จะเร่งฝีเท้าตามจับคนร้ายกลับมาได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

10 อันดับ เรื่องจริง สัตว์กินคน

10 อันดับ เรื่องจริง สัตว์กินคน

 

 

คุณเคยดูภาพยนตร์จำพวกสัตว์โลกผู้ไม่น่ารักไหมครับ ที่เป็นหนังจำพวกปลาฉลาม จระเข้ที่มีขนาดยักษ์แล้วหันมาทำร้ายมนุษย์ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หากแต่โดยปกติสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่จะไม่ทำร้ายคน เพราะมันรู้ว่าหากมันล่าคนแล้วปัญหายุ่งยากจะตามมาหามันแน่ แต่กระนั้นมันก็มีหลายกรณีเหมือนกันที่สัตว์กินเนื้อเหล่านี้จะฆ่าคน กินคน หากอยู่ภายใต้เงือนไขที่เหมาะสม เช่น หิวจัด ถูกรุกรานที่อยู่ หรือนึกว่ามนุษย์ เป็นแมวน้ำ(??) และหลักการที่ว่าเมื่อมันทำร้ายมนุษย์แล้วมันจะล่ามนุษย์ต่อไป เรื่อยๆ ตราบใดที่มันไม่ตาย เพราะมันรู้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มันล่าง่ายที่สุด นี้คือ 10 เหตุการณ์สัตว์ทำร้ายมนุษย์ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่จนกลายเป็นตำนาน

ที่มา :

10. The lions of Njombe

เราเริ่มรายการด้วยเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสิงโตกินคนเป็นอันดับแรก และผมก็เคยอ่านเรื่องนี้ในนิตยสารแปลก (แต่จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ) มันเริ่มเกิด ขึ้นปี 1932 ในแทนซาเนียใกล้เมืองจ็อมเบ เกิดเหตุการณ์ฝูงสิงโตยักษ์ออกมา ฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง ตำนานมีอยู่ว่าสิงโตได้รับการควบคุมโดยแม่มดหมอผีในชน เผ่าท้องถิ่นชื่อมาตามูลา แมนเกรา (Matamula Mangera) ที่เธอมักส่งฝูงสิงโต ออกมาทำร้ายคนหากใครก็ตามที่ลบหลู่เธอหรือต่อต้านเธอ ฝูงสิงโตของเธอนั้นได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปถึง 1,500 ศพ (บางคนบอกว่า 2,000 คน) และนี้คือเหตุการณ์สิงโตทำร้ายมนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และหนึ่งใน กรณีของสัตว์ทำร้ายมนุษย์เลวร้ายที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แม่มดมาตามูลามี อำนาจบาตรใหญ่มากขนาดหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ไม่กล้ายุ่งกับเธอ จนกระทั้งจอร์จ (George Rushby 1900-1968) นายพรานที่มีชื่อเสียงได้ตัดสินใจ ปราบฝูงสิงโตนั้น เขาฆ่าสิงโตไป 15 ตัวและทำให้เหตุการณ์สิงโตทำร้ายคนยุติลง ในที่สุด และเรื่องราวของจอร์จได้ถูกนำมาสร้างละครกึ่งสารคดี BBC ในชื่อ “The Man-eating Lions of Njombe.” ออกอากาศในเดือนกรกฎาคม 2005

9. Two Toed Tom

“ทอมสองขา” เป็นจระเข้กินคนที่ค่อนข้างคลุมเครือ และยากจะทราบได้ว่า เรื่องของจระเข้ตัวนี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ตำนาน โดยจระเข้ตัวนี้เป็นตำนาน ของอเมริกาทางตอนใต้อาศัยอยู่ในบึ่ง terrorized ในรัฐอลาบามา ชายแดน ฟอริด้า ชื่อของมันมีที่มาจาก ขาของมันมีสองเท้า เนื่องจากขาของมันหายไป (ขาด้านซ้ายทั้งสองข้าง หรือแล้วแต่ตำนานจะอ้าง) เพราะโดนกับดักเหล็กจน ขาขาด และนั้นเป็นสาเหตุทำให้มันเจ็บแค้นมนุษย์ และเริ่มออกอาละวาดทำร้าย มนุษย์ในช่วงยุค 20 หลายคนอ้างว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าสี่เมตรครึ่ง บางคนอ้างว่า มันน่ากลัวมากเหมือนมันเป็นปีศาจส่งมาจากนรกเพื่อล่าพวกเขา มันชอบกินวัว และมนุษย์ผู้หญิง (มันชอบคว้ากระชากเสื้อผ้าของพวกเขาแล้วลากลงไปกินในน้ำ) แม้นายพรานท้องถิ่นจะมีการใช้ปืนหรือระเบิดแต่ก็ไม่สามารถฆ่ามันได้ จนกระทั้ง มีนายพรานหนึ่งโยนถังที่เต็มไปด้วยระเบิด สิบห้าถังลงไปในน้ำ และจุดให้มัน ระเบิด ทอมก็หายไป แต่หลายคนเชื่อว่าทอมน่าจะยังมีชีวิตอยู่และรอคอยโอกาส ที่จะแก้แค้นตามแบบฉบับของมัน และก็เป็นจริงๆ ทอมก็ปรากฏตัวมาอีกครั้ง และได้กินลูกสาวของคนโยนระเบิด และบรรดาเด็กๆของเกษตรกรที่อยู่ตามชายฝั่ง ก่อนที่มันจะหายไปไม่กลับมาอีกเลย มีหลายคนบอกว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากแต่ชาวบ้านในละแวก นั้นบอกว่าเป็นเรื่องจริง และเชื่อว่ามันยังคงเดินเตร่อยู่ในหนองน้ำฟอริด้า หลายปีจากนั้นมีรายงานพบเห็นมันต่อเนื่องถึง จระเข้ขนาดใหญ่สองขาอยู่เป็นระยะ และที่สำคัญคือทอมไม่เคยถูกจับ

8. Kesagake

เหตุการณ์ “หมีสีน้ำตาลบุกหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ (The Sankebetsu brown bear incident)” เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวกับการ โจมตีของหมีสีน้ำตาลที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่โจมตีหมู่บ้าน ซันเคซาเบ๊ะทสึ เมืองโทมาม่า ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 9 เดือน ธันวาคม ถึง 14 ธันวาคม 1915 โดยสมัยก่อน นั้นหมู่บ้านแห่งนี้พึ่งจะมีคนอยู่อาศัย กำลังบุกเบิก จำนวนคนในหมู่บ้านน้อยมาก และส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนป่าเขา และพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นที่อยู่อาศัยของหมีเพศผู้ ขนาดยักษ์ที่หลายคนเรียกมันว่า “เคะซากาเกะ” ซึ่งมันชอบขโมยข้าวโพด จนสร้างความรำคาญในแก่ชาวบ้าน มันเลยถูกยิงจนบาดเจ็บแล้วหนีขึ้นบนเขา เมื่อมันหนีไป ชาวบ้านก็รู้สึกโล่งใจเพราะหมีคงจะรู้สึกกลัวคนและอยู่ห่างจากพืช ผลของเขา หากแต่พวกเขาคิดผิด!! 9 ธันวาคม 1915 เวลา 10.30 น. เจ้าหมียักษ์กลับมาอีกครั้ง มันเริ่มออกปฏิบัติการ แก้แค้นฉบับเลือดต้องล้างด้วยเลือด มันเลือกเหยื่อรายแรกของมันคือครอบครัว โอตะ (ota Family) ในขณะนั้นอาเบะ เมยูและฮายูมิ มิกิโอะ (Abe Mayu and Hasumi Mikio) ภรรยาของครอบครัว และทารกที่เธอดูแลอยู่ก็ถูกเจ้าหมีตัวบุกเข้า มาในบ้านเพื่อหมายฆ่าคนทั้งสอง ทารกถูกกัดศีรษะจนเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิง พยายามต่อสู้โดยสาดฟืนเข้าใส่ แต่ท้ายสุดเธอก็ถูกหมีลากเข้าป่า และเมื่อชาว บ้านมาถึงที่เกิดเหตุถึงกับต้องตะลึง โดยพวกเขาบรรยายว่าเหมือนโรงฆ่าสัตว์ไม่มี ผิด เพราะเลือดสาดกระจายทั้งบนพื้นและผนัง ชาวบ้านรู้สึกโกรธแค้นหมี พวกเขาเลยจับกลุ่มสามสิบคนบุกเข้าป่าและพยายาม ยิงมันแต่มันก็หนีไปได้ หลังจากพวกเขาสำรวจบริเวณรอบๆ ก็พบชิ้นส่วนศพที่มี เพียงหัว และชิ้นส่วนที่เหลือของฝ่ายหญิงฝังอยู่ใต้หิมะ คาดว่าหมีคงเก็บอาหาร ของมันไว้กินภายหลัง และหลังจากนั้นคืนถัดมา (8.00 น.) หมีก็กลับมาที่ฟาร์ม โอตะอีกครั้ง ซึ่งชาวบ้านบางส่วนได้จับกลุ่มรอเตรียมรับมืออยู่แล้ว ชาวบ้านพยายาม ยิงหมีแต่ว่ามันก็รอดไปอีก โชคดีเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครบาดเจ็บ ในเวลาไม่นานนัก เจ้าหมีได้เลือกครอบครัว มิโซเค (Miyoke family) ซึ่งอยู่หมู่ บ้านอื่นที่ไร้ทางป้องกัน (เพราะไม่นึกว่าหมีจะมา) ซึ่งเจ้าหมีตัวนี้ฆ่าคนในครอบครัว นี้อย่างโหดเ***้ยม ซึ่งเวลานั้นภรรยาที่ตั้งครรภ์ของครอบครัวยาโย (Yayo) กำลัง เตรียมอาหารและได้ยินเสียงข้างนอกดังก้อง และไม่ทันที่จะตรวจสอบหมีก็บุก เข้าทางหน้าต่างแล้วเข้ามาในบ้าน หม้อปรุงอาหารพลิกคว่ำ เปลวไฟและความ หวาดกลัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอพยายามหนีออกจากบ้าน แต่เด็กสองคนในบ้าน หนีไม่ทันจึงถูกฆ่าตาย และหญิงที่ตั้งครรภ์หนีไม่ไหวร้องขอชีวิตลูกในครรภ์ของ เธอ แน่นอนมันไร้สาระ เจ้าหมีก็ฆ่าเธอเช่นเดียวกันเหยื่อก่อนหน้าของมัน เมื่อพวกชาวบ้านมาถึงพวกเขาก็พบร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของเด็กสองคน และ หญิงและตัวอ่อนในครรภ์ทั่วพื้นดิน เจ้าหมีตัวนี้ใช้เวลาเพียงสองวันฆ่าคนทั้งหกคน จนทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นหวาดกลัวเป็นอันมาก หลังจากนั้นเจ้าหมีก็ถูกไล่ล่าอย่างหนัก (ระหว่างนั้นมันก็อาละวาดฆ่าคนไปไปด้วย) จนในที่สุดเรื่องก็จบลงเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนายพรานคนหนึ่งได้ยิงหมีที่เชื่อว่าเป็น ตัวต้นเหตุได้ มันมีขนาดยาวกว่าสามเมตร หนักกว่า 380 กิโล เมื่อผ่าท้องมาก็พบ ชิ้นส่วนมนุษย์อยู่ในกระเพาะอาหารของมัน และแล้วเหตุการณ์สัตว์โจมตีที่เลวร้าย ที่สุดในญี่ปุ่นก็จบลง หากแต่ชื่อของเจ้าหมีตัวนี้ก็ปรากฏอยู่ในนิยายและละคร มากมาย ปัจจุบันหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึกลายเป็นที่ร้างคน แต่มียังมีการจำลองแสดง เหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีรูปจำลองของหมีและบ้านโอตะที่หมีเคยมาอาละวาดตั้ง อยู่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และการ์ตูนมังงะโบราณอย่าง “ไอ้เขี้ยวเงิน” หนึ่งในหมี ที่เป็นศัตรูกับไอ้เขี้ยวเงินนั้น มีหมีตัวหนึ่งนำมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

7. The New Jersey Shark

คุณเคยดูหนังสัตว์ทำร้ายคนคลาสสิกเรื่อง “Jaws (1975)” ที่กำกับโดยสตีเว่น สปิลเบิร์ดไหมครับ ที่เกี่ยวกับฉลามขนาดยักษ์ทำร้ายคน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สร้าง ขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจากนวนิยายเรื่อง “Jaws (1974)” ของปีเตอร์ เบนช์ลีย์ ซึ่ง ก็มีข้อมูลมาจากเรื่องจริง ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกขาน ว่า “Jersey Shore shark attacks of 1916 ” หรือ “เดอะ นิวเจอร์ซีย์ ชอร์” เป็นเหตุการณ์ฉลามขาวยักษ์ (ไม่รู้ว่ามาตัวเดียวหรือมีมากกว่าหนึ่งตัว) ทำร้ายคน อย่างต่อเนื่องหลายครั้ง นอกชายฝั่งของมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ในสหรัฐอเมริกา ระหว่างช่วงฤดูร้อนของ วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 12 กรกฎาคม ปี 1916 เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตไป 4 รายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง (พูดง่ายๆ คือไม่ ทราบจำนวนที่แท้จริง) เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลทำให้ชุมชนริมทะเลและรีสอร์ทราย ล้อมชายหาดที่เกิดเหตุจ้องเพิ่มการป้องกันอย่างเข้มงวด ไม่ว่าการเอาตาข่ายมา กันไม่ให้คนเข้าใกล้ชายหาดเลยทีเดียว สมัยก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่าฉลามนั้นเป็นสัตว์ทำร้ายคน แต่เหตุการณ์ที่ ทำให้พวกเขาต้องคิดเสียใหม่ (แม้จะเป็นกรณีที่หายากมาก) โดยทุกอย่างเริ่มขึ้น ที่แนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เหยื่อรายแรก คือหนุ่มชาร์ลส์ แวนแซงท์(Charles Vansant) ถูกฉลามทำร้ายในน้ำตื้นมากในขณะว่ายน้ำกับสุนัข คนหลายคนเห็นฉลามทำร้าย ต่างพยายามช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้น แต่ว่าฉลามกัดแน่นมากมันกัดจนขาของ เขาฉีกขาดจนเขาขาดใจตายก่อนส่งถึงโรงพยาบาล ห้าวันต่อมาก็มีเหยื่ออีกคน คือชาร์ลส์ (Charles Bruder) ถูกฉลามทำร้ายในขณะ ว่ายน้ำห่างจากชายฝั่ง ตอนแรกหลายคนคิดว่าเขากำลังพายเรือแคนูสีแดง หาก แต่ความจริงคือ ฉลามยักษ์ที่เต็มไปด้วยเลือดที่มาจากขาที่ฉีกขาดของเขาต่าง หาก ซึ่งกว่าจะช่วยเขาก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะว่าเขาขาดใจตายก่อนที่จะขึ้น ชายหาดเสียอีก แม้ว่าจะมีพยานหลายคนบอกว่าฉลามโจมตีมนุษย์ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ก็แจ้ง เตือนประชาชนว่า ตัวการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็น วาฬเพชฌฆาตหรือ เต่าทะเล!! จากนั้นก็มีรายงานเห็นฉลามในพื้นที่ชายหาดใกล้นิวเจอร์ซีย์มากมาย ในวันที่ 12 กรกฎาคมเด็กอายุ 11 ปีถูกทำร้ายโดยฉลาม และลากเขาไปใต้น้ำ คน ที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วย ชายคนหนึ่ง ชื่อ สแตนเลย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fishe) พยายามช่วยเหลือเด็ก หากแต่เขาถูกทำร้ายโดยฉลาม และเสียชีวิตจาก บาดแผล และเหยื่อที่ห้ารายสุดท้ายคือเด็กหนุ่มอายุ 14 ชื่อ โจเซฟ ดันน์ (Joseph Dunn) ที่ถูกฉลามโจมตีทั้งๆ ที่เวลาพึ่งผ่านไป 30 นาที หลังจากฉลามทำร้ายสแตนเลย์ ฟิชเชอร์ แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่เขาเป็นเหยื่อเพียงหนึ่งเดียวที่รอด จนกระทั้ง 14 กรกฎาคม ชายคนหนึ่งชื่อไมเคิล (Michael Schleisser) ได้จับ ฉลามขาวที่ยาวกว่า 2.3 เมตร หนัก 147 กิโล ได้ในอ่าวราริแทน ซึ่งฉลามตัวนี้ พยายามทำร้ายเขาโดยการทำให้เรือจม แต่เขาก็ได้ฆ่ามันด้วยไม้พายที่หัก เมื่อเขา เปิดกระเพาะของมันออกก็มีชิ้นส่วนศพของหญิงสาวติดมาด้วย และหลังการจับ ฉลามนี้ได้ ก็ไม่มีเหตุการณ์ฉลามโจมตีในชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์อีกเลย

6. The Bear of Mysore

หมีแห่งมัยซอร์ เป็นชื่อของหมีสลอทที่ดุร้าย ก้าวร้าวจนผิดปกติ และออกอาละวาด ฆ่าคนตามเมืองต่างๆ ในมัยซอร์ ประเทศอินเดีย และมันฆ่าคนอย่างน้อย 12 คน ซึ่งโดยปกติแล้วหมีชนิดนี้เป็นสัตว์กลัวคน และไม่ทำอันตรายต่อใคร อีกทั้งมันไม่ กินเนื้อคน ซึ่งมันชอบกินแมลงปลวก ผลไม้ และน้ำผึ้งเป็นพิเศษ แต่หมีแห่งมัยซอร์ กลับทำร้ายคน ทำให้หลายคนสันนิษฐานว่า อะไรที่ทำให้มันดุร้ายถึงขนาดนี้ บางคนเชื่อว่าหมีตัวนี้โกรธแค้นที่มนุษย์ขโมยลูกของมัน บางคนเชื่อว่าคู่ของมันถูก ลักพาตัวไป และบางคนเชื่อว่าสาเหตุ เนื่องจากมันเคยมีประสบการณ์ที่ตกเป็นของ เล่นของมนุษย์ที่ป่าเถื่อน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามมันก็ได้เป็นเครื่องจักรนักฆ่า โดยสมบูรณ์แบบ โดยมันจัดการฆ่ามนุษย์กว่าโหลโดยฉีกใบหน้าเหยื่อด้วยกาม และฟันของมัน (และ กินชิ้นส่วนศพบางส่วน) ซึ่งเหยื่อบางคนมีชีวิตรอดหากแต่ก็พิการโดยสมบูรณ์ มันออกอาวะลาดฆ่าคนทั้งกลางวันและกลางคืน สุดท้ายมันก็ถูกฆ่าโดย เคนเน็ธ แอนเดอร์สัน (Kenneth Anderson 1910-1970 นักล่าและนักเขียนชาวอินเดีย ที่เขียนหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการผจญภัยของเขาในป่าทางใต้ของอินเดีย) ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำนี้ในหนังสือ Man-Eaters and Jungle Killers

5. The Beast of Gevauden

“สัตว์ร้ายแห่งเชโวดอง” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สัตว์ทำร้ายคนที่ลึกลับกว่า อันดับทั้งหมดในรายการของเรา โดยเหตุการณ์นี้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1764 -1767 ที่เมืองเชโวดอง แคว้นโอแวร์ญ ซึ่งเป็นย่านภูเขาอยู่ในทางภาคกลางตอนใต้ของ ประเทศฝรั่งเศส จู่ๆ มีสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ ออกอาละวาด ไล่ฆ่าผู้คนตายไปหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและสตรีที่อ่อนแอ (เหยื่อราย แรกเป็นเด็กสาว เมื่อมิถุนายน 1764) ส่วน จำนวนของ “สัตว์ร้าย” ตัวนี้มีจำนวนไม่แน่ชัดแต่คาดว่ามันน่าจะมีตัวเดียว และรูปร่างมันมีลักษณะตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็น ไม่ตรงกันสักราย แต่ก็พอสรุปว่า มันเหมือนหมาป่าตัวโตๆ เกือบเท่ากับวัว หัวโตมาก จมูกยาวแหลมและยื่น ขนสีเทา หูสั้นและฟันใหญ่ กรงเล็บขนาดใหญ่แหลมคม (ใหญ่กว่าหมาป่าปกติ) และหางยาว ดูเผินๆ แล้วมันก็ดูเหมือนป่าหมาตัวโตๆ ที่โตมาก แต่พิเศษที่ต่างจากหมาป่าทั่วไป คือ เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เดินได้ด้วย 2 ขาหลัง !! เหมือนมนุษย์ ไม่มีผิด (หลายฝ่ายเชื่อ ว่ามันน่าจะเป็นไฮยีน่าโบราณ) โดยสถานที่มันปรากฏตัวมากที่สุดคือปศุสัตว์และทุ่งเลี้ยงสัตว์ (และป่าเขาทาง เดินสัญจร) จากรายงานมี 210 คนถูกทำร้าย 113 ตกเป็นเหยื่อเสียชีวิต และ 98 ถูกกิน ทำให้หลายคนเชิญว่าเป็นเป็นปีศาจที่มาจากนรก มีนายพรานหลายราย ที่พยายามที่จะล่ามันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วยมือเปล่า จนกระทั้ง ปี 1767 นายพรานท้องถิ่นคนหนึ่งชื่อจีน ชาลเตล(Jean Chastel)ได้จัดการเป่า มันด้วยปืนคาบศิลา (บางตำนานบอกว่าใช้กระสุนเงินยิงมันและเมื่อจัดการผ่าท้อง มันก็พบศพเหยื่อรายสุดท้ายที่มันกินด้วย) ก่อนที่นำซาก “สัตว์ร้าย” ไปสตั๊ฟและ ไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก่อนที่จะนำซากนั้นไปฝัง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เจ้าสัตว์ร้าย” ก็ไม่มาอาละวาดให้ผู้คนในเชโวดองอีกเลย ตลอดกาล……….

4. The Ghost and the Darkness

ผีร้ายและความมืด เป็นชื่อของสิงโตคู่กินคนที่ออกอาละวาดฆ่าคนงานก่อสร้าง แรงงานทางรถไฟจากเคนย่าไปยูกันดา ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 1898 โดยหลายคนขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า “Tsavo maneaters” มันเริ่มขึ้นเมื่อจักรวรรดิอังกฤษกำลังแผ่ขยายอำนาจไปทั่วทวีปแอฟริกา ในเดือน มีนาคม 1898 ทางการอังกฤษได้เริ่มต้นสร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำซาโว ในเคนย่า โครงการนี้ควบคุมโดย พ.ตท.จอห์น เฮนรี่ แพ็ตเตอร์สัน(John Henry Patterson) ในช่วงแรกพวกคนงานต้องผจญกับสัตว์ป่าที่ทำร้ายพวกเขา เนื่องจากพวกเขา สร้างทางรถไฟในเขตป่า แต่กระนั้นในเหตุการณ์เหล่านี้ก็สามารถควบคุมได้อยู่ หมัด จนกระทั้งเก้าเดือนต่อมามัจจุราชที่แท้จริงก็ปรากฏ เมื่อจอห์นได้รับรายงานจาก คนงานว่าพวกเขากำลังผจญหน้ากับสิงโตคู่เพศผู้ พันธุ์ซาโว (เป็นสิงโตพันธุ์หนึ่ง ที่มีขนาดใหญ่และมักร่วมมือสิงโตเพศเดียวกันตัวอื่นเพื่อล่าอาหาร จุดเด่นคือมัน ไม่มีแผงขนที่คอ) ที่มันมักลากพวกคนงาน (ส่วนมากเป็นชาวอินเดีย) จากเต้นท์ ของพวกเขาในเวลากลางคืนและกลืนพวกเขาเป็นอาหารมาหลายราย คนงาน พยายามป้องกันสิงโตคู่นี้โดยการทำรั้วหนามรอบๆ ค่าย แต่ก็ไม่สามารถป้องกัน มัจจุราชคู่นี้ได้เลย เพราะว่ามันฉลาดพอในการแก้ปัญหานี้ โดยการคลานผ่านรั้ว ลวด หนาม หลายครั้งก็ทวีความรุนแรงและน่ากลัวขึ้น เพราะมันเริ่มล่าทั้งกลางคืน กลางวัน จนทำให้คนงานหวาดกลัวพวกมันอย่างมากและเรียกขานพวกมันว่าผีร้าย และความมืด พวกมันมีเขี้ยวที่ยาวเป็นพิเศษทำให้พวกเขาไม่เชื่อว่าพวกมันไม่ใช่สิงโตแต่เป็น ปีศาจร้ายที่หลุดมาจากนรก ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสิงโตนี้เป็นร่างเกิดใหม่ของ กษัตริย์โบราณของท้องถิ่นที่พยายามขับไล่ผู้รุกรานอังกฤษ (เป็นความเชื่อของ แอฟริกาตะวันออกที่เชื่อว่าสิงโตเป็นร่างกลับชาติมาเกิดของกษัตริย์) คนงานหลาย คนลังเลที่จะสร้างสะพานต่อ และบางคนหนีออกจากค่ายดีกว่าจะรอเป็นเหยื่อของ สิงโตปีศาจ เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลทำให้จอห์นต้องหยุดงานทำสะพาน และเริ่มออกล่าสิงโตคู่ นี้ชนิดเอาเป็นเอาตาย เขาวางกับดักและพยายามเกาะรอย ดักฆ่ามันในตอนกลาง คืนจากต้นไม้ แต่กระนั้นจอห์นก็ไม่สามารถฆ่าสิงโตคู่นี้ได้เสียที จนกระทั้งเขายิง สิงโตตัวแรกได้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1898 (เขาใช้เวลานานถึง 9 เดือน) และสาม สัปดาห์ต่อมาเขาก็ฆ่าสิงโตตัวที่สองได้ โดยสิงโตทั้งสองตัวมีขนาดใหญ่ถึง 3 เมตร (วัดจากจมูกถึงปลายหาง) นอกจากนี้จอห์นและคณะยังพบถ้ำที่เป็นที่อยู่ ของมันซึ่งได้พบซากของผู้ตกเป็นเหยื่อของสิงโตจำนวนมาก มีทั้งกระดูก เสื้อผ้า และเครื่องประดับ หลังจากที่จอห์นจัดการสิงโตทั้งคู่ได้สำเร็จ เขาก็กลับมาทำสะพานต่อจนสำเร็จลุ ล่วงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1899 และจอห์นได้เขียนหนังสือที่เล่าเหตุการณ์นี้ในชื่อ “The Man-Eaters of Tsavo(1907)” โดยจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อสิงโตคู่นั้น ไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่หลายคนเชื่อว่าเหยื่อน่าจะสูงถึง 135-140 คนหรือ มากกว่านั้น ในปี 1924 ขนสตั๊มฟ์ของสิงโตคู่นี้ถูกขายให้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่ ชิคาโกในราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ ในสภาพดีมาก

3. The Panar Leopard

จริงอยู่ที่เสือดาวนั้นเป็นชนิดที่มีขนาดเล็กในจำนวนสัตว์ตระกูล “แมวใหญ่” และ มักไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่กว่ามัน หากแต่ที่จริงแล้วเสือดาวนั้น เป็นนักล่าเก่าแก่ที่สุดที่เรารู้จักจากการพบฟอสซิลกระดูกญาติๆ ของมันก็บ่บอก ได้ว่าเจ้าแมวลายตัวนี้เคยรับประทานบรรพบุรุษของมันมากกว่าสามล้านปีที่ผ่านมา ดังนั้นขอเพียงแค่อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมล่ะก็แมวดำจะทำร้ายมนุษย์ ทันที และเมื่อมันพบว่ามันพอใจเนื้อมนุษย์มากกว่าอาหารอื่นๆ มันจะกลายเป็น เครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง เหมือนในกรณีเสือดาวแห่งพานาร์ซึ่งเป็นเสือดาว กินคนที่ออกล่ากินคนในช่วงศตวรรษที่ 20 ในอำเภอคามาออน (Kamaon) ทาง ภาคเหนือของอินเดีย ที่ว่ากันว่ามันฆ่าและกินคนถึง 400 คน แต่สุดท้ายวลีที่ว่า “สุดท้ายมนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์ที่น่ากลัว” นั้นคงจะจริง เพราะเจ้าเสือดาวนั้นได้ พลาดท่า ถูกกระสุนนายพรานจนได้รับบาดเจ็บ มันหนีเข้าป่าและไม่ล่ามนุษย์อีก เลย และในปั่นปลายชีวิตสุดท้ายของมันทำได้แต่เพียงหนีนักล่าที่ไล่ล่ามันเท่านั้น และผลสุดท้ายมันก็จบชีวิตในปี 1910 โดยนักล่าในตำนานจิม คอร์เบ็ตต์ (Jim Corbett 1875-1955 นายพรานชาวอังกฤษ นักล่า นักอนุรักษ์ และนักธรรมชาติ วิทยา ที่มีชื่อเสียงในการฆ่าเสือและเสือดาวกินคนในประเทศอินเดีย เขาได้เขียน หนังสือ Man-Eaters of Kumaon ที่เล่าประสบการณ์ของเขาในการล่าเสือดาว แห่งพานาร์ จนโด่งดัง และอินเดียได้ตั้งชื่อเขตอุทยานแห่งชาติในคามาออนเป็น ชื่อของเขาเพื่อเกียรติต่อเขาในปี 1957)

2. The Champawat Tigress

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชายแดนประเทศเนปาลและเมืองคาเมออน ประเทศ อินเดียและ ได้เกิดอสูรกายซึ่งเป็นเสือเบงกอลตัวหนึ่งไล่ล่าคนจำนวนมาก มัน ชอบซุ่มทำร้ายคนกลางป่าเขา มีชายหญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อมากมาย หลายคน เริ่มออกมากล่าวขนานมันว่ามันเป็นปีศาจหรือสิ่งที่ลงมาจากเบื้องบนเพื่อลงโทษ พวกเขา มันชื่อ “เสือร้ายแห่งซัมพาวัต” และที่น่าสนใจคือ “มันเป็นเสือตัวเมีย” เสือร้ายแห่งซัมพาวัตได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเสือที่ฆ่าคนกว่า 436 ซึ่งตัวเลข ดังกล่าวเป็นการอ้างในเอกสารการเสียชีวิตของราชการเนปาลและอินเดีย แต่ กระนั้นมันก็ได้ถูกจารึกชื่อว่าเป็นสัตว์ตัวเดียวที่ฆ่ามนุษย์มากที่สุดในโลก หลังจาก ที่มันฆ่าคนกว่า 200 คนในเนปาล ส่งผลทำให้ทางรายการไม่อยู่เฉย พวกเขาจัด การส่งกองทัพแห่งชาติเนปาลข้ามพรมแดนอินเดียเพื่อไปฆ่ามัน และนี้คงเป็น ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้ทหารจำนวนมากในการฆ่าสัตว์ เพียงตัวเดียว แต่ปรากฏว่าล้มเหลวและกลายเป็นว่ามันกลับเพิ่มชื่อเสียงให้แก่เสือตัวนี้ให้โดด เด่นยิ่งขึ้น มันเพิ่มความกล้าหาญถึงขั้นข้ามพรมแดนเข้าสู่หมู่บ้านชัมพาวัต ประเทศ อินเดีย มันโจมตีกลางวันแสกๆ และหากินรอบๆ หมู่บ้านจนทำให้ชาวบ้านไม่กล้า ออกจากกระท่อม และพวกเขามักหวาดกลัวทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคำรามของมัน จนทางการอินเดียถึงขั้นเขียนป้ายเตือนว่าจุดนี้เป็นสถานที่ของเสือแห่งซัมพาวัต ออกมาโปรดเลี่ยงใช้เส้นทางอื่น และรัฐบาลอินเดียติดประกาศหานายพรานมือ ฉมังไปจัดการอย่างเร่งด่วน สุดท้ายเจ้าเสือตัวนี้ก็ถูกยิง โดยจิม คอร์เบ็ตต์ (คน เดียวกับอันดับ 3) ในปี 1911 ซึ่งการกระทำครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านยกย่องเขาจน เปรียบเสมือนพราหมณ์ที่เบื้องบนส่งมาโปรด (นอกจากนั้นเขายังไม่เอาเงินรางวัล) และเรื่องราวประสบการณ์เหล่านี้ได้ถูกเขียนในหนังสือ Maneaters of Kumaon (1944)

1. Gustave

อันดับทั้งหมดส่วนใหญ่สัตว์ที่ฆ่ามนุษย์นั้นมักพบจุดจบด้วยฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น หากแต่ยกเว้นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง มันคือ “กุสตาฟ” จระเข้แม่น้ำไนล์ ยักษ์ที่ ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาและของโลก (จระเข้เลี้ยงและใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศไทย ยาว 6 เมตรเช่นกัน) มันอาศัย และอาละวาดคนในบริเวณแม่น้ำลูซิซิและชายฝั่ง ทางตอนเหนือของทะเลสาปแทนแกนยิกา ประเทศบุรุนดี ทวีปแอฟริกา ด้วยความยาวกว่าหกเมตร (ในปี 2004 มีการประมาณว่า มันมีอายุ 60 ปี ยาวกว่า 6.1 เมตร หนักกว่า 1 ตัน จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่หลายคนขนานนามว่ามอนสเตอร์ แห่งแอฟริกา รวมไปถึงมันเป็นสัตว์นักล่ากินคนด้วยมัน ได้ฆ่าคนกว่า 300 คนและ อาจมากขึ้นในอนาคต เพราะจนบัดนี้มันยังคงมีชีวิต ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้ ถูกฆ่าแต่อย่างใด และมันเป็นสัตว์ฆ่ามนุษย์เพียงตัวเดียวที่ยังเป็นตำนานที่ยังมีลม หายใจชีวิตอยู่ ( เหยื่อ 300 รายนั้นไม่ได้ถูกบันทึกเป็นทางการ ซึ่งอาจเป็นการ กล่าวอ้างที่เกินจริงของคนพื้นเมือง) กุสตาฟถูกตั้งชื่อโดย แพทริช เฟย์ (Patrice Faye) ชาวฝรั่งเศสที่ตั้งถิ่นฐานใน บุรุนดีและพยายามที่จะจับมันตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งเขาพยายามนำกรงเหล็กใหญ่ล่อ มัน แต่จระเข้นั้นฉลาดมาก ไม่เคยหลงกลติดกับแม้แต่หนเดียว แถมมันเยาะเย้ย ทีมงานของแพทริชอีก แต่กระนั้นภาพของมันก็ถูกบันทึกออกอากาศทาง PBS พฤษภาคม 2004 ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างบอกว่าสาเหตุที่มันล่ามนุษย์นั้น เพื่อความสนุกสนานของ มันเท่านั้น หลักฐานคือเอกลักษณ์ประจำตัวมันคือเมื่อมันฆ่าเหยื่อที่เป็นมนุษย์แล้ว มันจะเหลือซากทิ้งไว้ไม่ได้กินหมดแต่อย่างใด อีกทั้งมันฉลาดมากเพราะเมื่อมัน ฆ่าคนแล้วมันจะหายไปอาจนานเป็นเดือนหรือเป็นปีมันจะออกมาอีกครั้งในสถาน ที่แตกต่างกันเพื่อฆ่าอีกครั้ง จนไม่มีคาดการได้ว่ามันจะปรากฏที่ใด นอกจากเจ้า จระเข้นี้ยังมีความต้องการอาหารมากกว่าปกติ ถึงขั้นฆ่าช้างน้ำฮิปโปโปเตมัสตัว เต็มวัยได้ (ฮิปโปโปเตมัสเป็นสัตว์อันตรายมาก และเป็นสัตว์ที่จระเข้ไม่กล้ากิน พวกมันและพยายามหลีกเลี่ยง) เกราะร่างกายของเจ้ากุสตาฟนั้นเต็มไปด้วยรอย แผลนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น มีด หอก หรือแม้กระทั้งอาวุธปืน มันสามารถเอาชีวิต ได้แม้ว่าจะมีนายพรานหรือทหารติดอาวุธมาล่ามันก็ตาม และตำนานของมันได้ ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Primeval (ชื่อไทย โคตรเคี่ยมสะพรึงโลก) และคลิปที่อยู่ท้ายอันดับนี้ผมแนะนำให้ทุกท่านได้ดู ถึงความยิ่งใหญ่และความ น่ากลัวที่หลายคนขนานนามว่า “โครตไอ้เข้”

10 ลำดับ สัตว์ป่ายอดนิยมที่ถูกค้ามากที่สุดในประเทศไทย

10 ลำดับ สัตว์ป่ายอดนิยมที่ถูกค้ามากที่สุดในประเทศไทย

 

 

10 ลำดับ สัตว์ป่ายอดนิยมที่ถูกค้ามากที่สุดในประเทศไทย

ที่มา :

10. สวนสัตว์รวมมิตรสัตว์ป่า

สวนสัตว์-รวมมิตรสัตว์ป่า จากตัวอย่างการตรวจค้นรีสอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.ชุมพร โดยตำรวจ-อุทยานฯ พบสัตว์ป่าหลายชนิดทั้งสัตว์ป่าท้องถิ่นและสัตว์ป่าต่างประเทศ เช่น อูฐ ลิง ค่าง อุรังอุตัง ฯลฯ โดยสัตว์บางส่วนไม่มีใบอนุญาตครอบครองจึงมีการตรวจยึดดำเนินคดี แต่มีอุปสรรค์ในการดำเนินการเนื่องจากขาดงบประมาณจึงทำให้ต้องทำเรื่องฝากของกลางไว้ที่รีสอร์ทดังกล่าว ทำให้พบปัญหาในกระบวนการใช้กฎหมาย

9. นก

ซึ่งไม่ได้มีการเจาะจงสายพันธุ์ แต่คาดว่าในกรุงเทพฯ มีนกในตลาดการค้าขณะนี้ราว 2,553 ตัว

8. นางอาย

นางอาย ซึ่งเป็นสัตว์ตระกูลไพรเมทเช่นเดียวกับลิงแสม และแม้จะไม่มีการจับกุมการลักลอบค้าลิงขนาดใหญ่อย่างอุรังอุตังในประเทศไทยอย่างหลายปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังมีลิงในประเทศไทยถูกล่าเพื่อการค้าเป็นประจำ ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2551 มีการจับกุมผู้ลักลอบล่าลิงแสมได้ที่ จ.สระแก้วโดยผู้ต้องหารับสารภาพว่ากำลังจะส่งข้ามชายแดนไปยังภัตตาคารในประเทศกัมพูชา

7. ลิงแสม

เป็นสัตว์ตระกูลไพรเมท และแม้จะไม่มีการจับกุมการลักลอบค้าลิงขนาดใหญ่อย่างอุรังอุตังในประเทศไทยอย่างหลายปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังมีลิงในประเทศไทยถูกล่าเพื่อการค้าเป็นประจำ ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2551 มีการจับกุมผู้ลักลอบล่าลิงแสมได้ที่ จ.สระแก้วโดยผู้ต้องหารับสารภาพว่ากำลังจะส่งข้ามชายแดนไปยังภัตตาคารในประเทศกัมพูชา

6. งู

งู มีคดีที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรจับกุมการนำเข้างูจำนวน 1 ตัน ได้ที่สนามบินนอยไบ ประเทศเวียดนาม โดยรายงานข่าวแจ้งว่าเป็นการนำเข้าจากประเทศไทยปะปนเข้าไปกับการขนส่งปลาทะเล

5. เต่า

ทั้งเต่าบกและเต่าน้ำจืด โดยคาดว่าจะมีเต่าต่างประเทศในตลาดของไทยกว่า 27 สายพันธุ์ โดยทั้งหมดอยู่ในบัญชีของการอนุรักษ์ทั้งสิ้น

4. งาช้าง

งาช้าง ซึ่งถือเป็นของสะสมที่ได้รับความนิยมมานาน โดยงาช้างที่ลักลอบค้าส่วนใหญ่เป็นงาช้างแอฟริกัน ซึ่งแม้จะไม่มีข่าวการจับกุมเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่เป็นที่น่าจับตามองเมื่อมีรายงานข่าวว่ามีการผ่านอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าซึ่งชนิดสัตว์ป่าและสัตว์ป่าใกล้สูญพันธ์ หรือไซเตรท (CITES) ให้ประเทศสมาชิก อาทิ ซิมบับเว บอสวานา นามิเบีย และแอฟริกาใต้ ปล่อยโควตางานช้างแอฟริกัน 108 ตัน ออกสู่ตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านการนำเข้าและส่งออก เพราะถูกจับตามองในฐานะแหลงแปรรูปเพราะที่แรงงานช่างฝีมือในการแกะสลัก แต่ประเทศไทยมีข้อจำกัดทางกฎหมายในการค้าสำหรับผลผลิตที่มีการแปรรูปดังกล่าว

3. นอแรด

นอแรด เป็นซากสัตว์ป่าที่มีการจับกุมการลักลอบโดยมีประเทศไทยเป็นทางผ่าน เพื่อส่งต่อจากประเทศต้นทางไปยังปลายทาง คาดว่าเพื่อใช้บริโภคเป็นยาชูกำลัง โดยความน่าสนใจของการค้าซากสัตว์ชนิดนี้คือมูลค่าทางการค้าที่สูงมาก โดยจากการค้นความข้อมูลพบว่าในตลาดมืดมีราคาถึงกิโลกรัมละ 50,000 เหรียญสหรัฐ

2. สัตว์ตระกูลเสือ

เช่น เสือโคร่ง เสือลายเมฆ เสือดำ และเสือขนาดเล็กอื่นๆ เป็นต้น สามารถจับกุมผู้ลักลอบซื้อขายได้ไม่บ่อยนัก แต่มักพบพร้อมกับการลักลอบขนส่งตัวลิ่ม ในลักษณะที่ถูกชำแหละแล้ว โดยจับกุมได้บริเวณชายแดนภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ทั้งนี้มีราคาในตลาดมืดสูงประมาณ 1,300-20,000 เหรียญสหรัฐ แล้วแต่ขนาดและสายพันธุ์

1. ตัวลิ่ม

ที่แม้ว่าการจับกุมแต่ละครั้งจะเป็นเพียงคดีเล็กๆ แต่ก็การจับกุมที่ถูกนำเสนอโดยสื่อมากกว่า 30 คดีเลยทีเดียว

10 อันดับ สัตว์ที่อันตรายมากที่สุด ตลอดกาล

10 อันดับ สัตว์ที่อันตรายมากที่สุด ตลอดกาล

 

 

ผึ้งนักฆ่า Killer bees งูเห่าเอเซีย จระเข้ Funnel-web spider Box jellyfish Great White Shark Cape buffalo จากแอฟริกา สิงโต ช้าง หมีขั้วโลก

ที่มา :

10. หมีขั้วโลก

ดูน่ารัก แต่รู้ไหมว่ามันเป็นนักล่าบนบกที่ใหญ่ที่สุด และความหิวทำให้มันไม่น่ารัก

9. ช้าง

เป็นสัตว์ที่เชื่อง แต่เวลาที่คุ้มคลั่งจะเป็นนักฆ่าชั้นดี แม้แต่คนเลี้ยงก็ไม่เว้น

8. Cape buffalo จากแอฟริกา

มองว่ามนุษย์เป็นนักล่าเสมอ และมักจะพุ่งเข้าชนเต็มแรงด้วยน้ำหนักตัว 1,500 ปอนด์และเขาแหลมของมัน

7. สิงโต

สิงโตเจ้าป่า อยู่รวมกันเป็นฝูง และอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร รวดเร็วและแข็งแรง

6. Great White Shark

ฉลามขาวเจ้าทะเล มีประสาทสัมผัสที่ไวมาก และเมื่อถึงเป้าหมายก็จะกัดทุกอย่างที่เคลื่อนไหวได้ ไม่เหมือนเรื่อง Jaws เพราะมันไม่ได้จ้องกินคน แต่จริงๆแล้วมันเข้าใจว่าเป็นแมวน้ำหรือปลาต่างหาก

5. Box jellyfish

สวยอันตราย ไม่มีสมอง และไม่ตั้งใจทำร้ายใคร จับแพลงตอนกินเท่านั้น ยาวได้ถึง 15 ฟุต ใสมองเห็นยาก ผู้ที่เผลอไปโดนเข้าอาจจะเสียชีวิตได้ภายในสี่นาทีเท่านั้น

4. จระเข้

จระเข้เป็นนักล่าซุ่มโจมตี โดยเฉพาะจระเข้น้ำเค็มที่จัดมนุษย์ไว้ในรายการอาหารด้วย

3. ผึ้งนักฆ่า Killer bees

อยู่ในอเมริกาใต้ รวมกันเป็นฝูงแม้คุณจะวิ่งหนีแล้ว มันก็จะตามล่าคุณได้นานกว่าสิบชั่วโมง

2. Funnel-web spider

จาก Australia วิ่งเข้าบ้านคนเพื่อหาตัวเมีย ระวังไว้เขี้ยวมันสามารถใช้กัดทะลุนิ้วมือคุณได้

1. งูเห่าเอเซีย

ในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บจากงูนี้กว่า 50,000 คน และจำนวนมากเสียชีวิตด้วยพิษอันร้ายแรงของมัน

10 อันดับ ปลาที่น่ากลัวที่สุดในโลก

10 อันดับ ปลาที่น่ากลัวที่สุดในโลก

 

 

ทีมงาน toptenthailand ขอบอกไว้ก่อนเลยครับว่า ปลาบางตัวเราอาจไม่เคยเห็นเลยคิดว่ามันไม่มีอยู่จริง แต่ต้องมาดูครับเพราะปลาที่แฟน toptenthailand คิดว่ามันมีด้วยหรอ ก็มีโผล่เข้ามาในการจัดอันดับของเราด้วย ว่าแล้วเราไปพบการจัดอันดับของเราเลยครับ

ที่มา :

10. Great white shark

แค่ฟังชื่อใครๆก็รู้จัก ทีมงาน toptenthailand ยังรู้จักเลย นั่นคือ พี่หลามเรานั่นเอง ฉลามขาวยังคงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ยังคงหวาดกลัวมันจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเราสามารถพบเห็นมันตามแถบทะเลชายฝั่งเกือบทั่วทุกมุมโลก ด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างใหญ่ และมีความยาวประมาณ 6 เมตร น้ำหนักประมาณ 2250 กิโลกรัมปลาฉลามขาวเป็นสัตว์กินเนื้อ เหยื่อที่มันเลือกจะล่ามีปลา (รวมทั้งปลากระเบนและฉลามที่ตัวเล็กกว่า) ปลาโลมา แมวน้ำ สิงโตทะเล เต่าทะเล และเต่าตะหนุ ทั้งยังมีชื่อ ในเรื่องกินไม่เลือก แม้กระทั่งของที่กินไม่ได้อย่างกระป๋อง ทุ่มลอยน้ำ และฉลามขาว มีจมูกที่ไวต่อกลิ่นเลือดเป็นอย่างมาก เพราะฉลามขาวสามารถได้กลิ่นเลือดเพียง 1 หยดที่อยู่ไกลออกไปถึง 3 กิโลเมตรได้…

9. Frilled shark

กับอีกหนึ่ง ฉลามที่ชื่อแปลกยังไม่พอแต่ด้วยรูปร่างที่แปลกอีกด้วย นั่นคือ Frilled shark เป็นฉลามในสกุล Chlamydoselachus มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ ว่า Chlamydoselachus anguineus เดิมคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่มีรายงานพบใน หลายพื้นที่ รวมถึงในเขตน่านน้ำญี่ปุ่น ทำให้กลายเป็น “ฟอสซิลมีชีวิต” อีกชนิดหนึ่ง ที่ยังคงมีชีวิตเหลือรอดในยุคครีเทเชียส จนกระทั่งปัจจุบัน หน้าตาของฉลามชนิดนี้แตกต่างจากฉลามที่เรารู้จักกันทั่วไป เพราะคล้ายกับปลาไหล สีน้ำตาลหรือสีเทามากกว่า แต่การมีช่องเหงือก 6 คู่ เป็นจุดที่ยืนยันว่ามันคือฉลาม ตัวเต็มวัยยาวได้ถึง 6.5 ฟุต ส่วนตัวที่พบล่าสุดยาว 5.3 ฟุต

8. Wolf Fish

ปลาในอันดับนี้ทีมงาน toptenthailand คิดว่าไม่ใช่ปลาในตอนแรกเพราะ ชื่อมันเหมือน หมาป่าแต่ ปลาหมาป่าหรือหมาป่าทะเล โดยมักอาศัยหลบ ซ่อนตามโขดหินปลาหมาป่าเป็นปลาที่มีหัวค่อนข้างใหญ่ มีปากขนาดใหญ่และฟัน แหลมคม ฟันนี้ใช้สำหรับแทะเพื่อกินเม่นทะเลเป็นอาหาร (สัตว์น้ำจำพวกที่มีเปลือก เป็นอาหารหลักของมัน) พวกมันสามารถมีขนาดใหญ่ถึง 20 กิโลกรัม และสามารถยาว ถึง 150 เซนติเมตร

7. Goliath Tigerfish

ปลา Tiger Fish เป็นปลาน้ำจืดกลุ่ม Characin(กลุ่มเดียวกับปิรันย่า) ที่มีขนาดใหญ่ มักอาศัยใน แม่น้ำ Lualaba และทะเลสาป Tanganyika ประเทศคองโก ขนาดใหญ่สุด มี น้ำหนักถึง 80 ปอนด์ ที่เรียกว่า “ปลาเสือ” ก็เพราะ ก็อันเนื่องมาจากข้อมูลพฤติกรรม ของมันที่เป็นนักล่ามาแต่กำเนิด บวกกับเขี้ยวของมันและด้วยรูปร่างของมันคล้าย ตอร์ปิโด

6. cookiecutter shark

Toptenthailand ว่าหน้าตาเหมือนยอดมนุษย์ขวัญใจเด็กๆเลย ฉลามคุกกี้คัตเตอร์ หรือ cigar shark ชื่อออกน่ารัก แต่นิสัยมันไม่น่ารักเลยนะมันเป็นปลาฉลามอีกพันธุ์ที่หายาก อาศัยน้ำลึก 500 ฟุต มีขนาดเล็กขนาดเท่าซิการ์ เท่านั้น แต่พิษสงมันเหลือร้ายทำให้มันล่าเหยื่อขนาดใหญ่อย่างวาฬและโลมาเป็น อาหารได้สบายๆ โดยฉลามคุกกี้คัตเตอร์นั้นมีเทคนิคซุ่มโจมตีที่ใช้ประโยชน์จากการ เรืองแสงในตัวเหมือนกับผี

5. แฮคฟีช (hagfish)

แฮคฟีช (hagfish) รูปร่างเหมือนทากหรือปลิงแต่ความจริงแล้วเป็นปลา เป็นปลา ไม่มีขากรรไกรที่อาศัยอยู่ในทะเล โดยการกินปลาตาย หรือใกล้ตารวมทั้งสัตว์ไม่ มีกระดูกสันหลังที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม กลุ่มหนอนปล้อง มอลลัสและครัสเตเชียน ดังนั้น แฮคพีช จึงไม่เป็นปาราสิต และไม่ได้เป็นสัตว์ล่าเหยื่อ แต่ ค่อนมาทางกินซากสัตว์ มากว่า แฮคฟีชมีประมาณ 32 ชนิด ชนิดที่รู้จักกันดีในอเมริกาเหนือ ในมหาสมุทร แอตแลนติก

4. Basking Shark

ฉลามบาสกิ้น ความจริงทีมงาน toptenthailand คิดว่าฉลามอีกมากควรติดอันดับ เช่นฉลามยักษ์เมกาโลดอน(Megalodon Sharkหรือฉลามเมกาเมาทธ์ (MegaMouth ) แต่ดูเหมือนว่าฉลาม บาสกิ้นจะดูโดดเด่นที่สุดในอันดับของเรา โดยฉลามชนิดนี้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้ใจดีแห่ง ท้องทะเลใหญ่เป็นอันดับสองรองจากฉลามวาฬยาวประมาณ 12.27 เมตร หนักกว่า 19 ตัน มีรายงานการพบปลาขนาดใหญ่ที่นอร์เวย์วัดได้ยาว 12 เมตร มีปากขนาดใหญ่ แต่กินแพลงตอนเป็นอาหารโดยปากของมันจะเหมือนตัวกรองที่สามารถดูดน้ำเข้าปาก ได้ 2000 ตันต่อชั่วโมง

3. Blob Fish

ด้วยรูปร่างที่น่ารักแต่ทำไมถึงเป็นปลาที่น่ากลัวละ ทีมงาน toptenthailand บางคนนยังอยากเลี้ยงไว้เลยเจ้าปลาตัวนี้มีชื่อว่า ปลาบร็อบ ถูกพบในระดับความลึกที่มีแรงดันมากกว่าปกติ ถึง 12 เท่าทำให้ถุงลมขาดประสิทธิภาพ เพื่อที่ปลา สามารถลอยตัวได้ (ที่รู้จักกันในชื่อ “กระเพาะปลา”มีหน้าที่ เก็บกักอากาศ หรือปล่อยอากาศออกเพื่อประโยชน์ในการลอยตัว หรือดำน้ำ) ปลาจึงมีเนื้อที่มีลักษณะเป็นวุ้น มีความหนาแน่น น้อยกว่าน้ำเล็กน้อย เพื่อให้สามารถ ลอยตัวเหนือพื้นทะเล โดยใช้พลังงานน้อยที่สุดในการลอยตัว และว่ายน้ำ จึงทำให้ ปลาบร็อบ ไม่จำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อ และข้อดีอย่างแรกก็คือมันสามารถทิ้งตัวลงมา จับเหยื่อจากด้านบนจึงเป็นการดีกว่าจะเข้า จู่โจมจากด้านหน้าที่อาจจะได้รับอันตราย จากการที่เหยื่อต่อสู้

2. Lamprey

ทีมงาน toptenthailand ว่าปลาชนิดนี้น่ากลัวมากปากมันปิดอ้าไม่ได้ฟันใว้เจาะยึดติด แล้วสูบจนหมดตัวจากนั้นก็ฉิ่งหนี มันคือปลาปลาแลมเพรย์เป็นปลาไหลชนิดหนึ่ง ลำตัวด้านหลังมักจะเป็นสีดำ มีครีบหลังและครีบหาง แต่ไม่มีครีบคู่ ไม่มีเกล็ด ปากจะอยู่ค่อนลงมาทางด้านท้อง มีลักษณะคล้ายแว่นใช้สำหรับดูด ปากกลมซึ่งไม่จำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ขึ้นมาบังคับขากรรไกรให้อ้าและหุบแบบปัจจุบัน พวกมันต้องการเพียงปากที่มีตะขอสำหรับเกาะเหยื่อเพื่อดูดเลือดสัตว์อื่นเป็นอาหาร และดำรงชีพเป็นปรสิตเมื่อดูดเลือดของเหยื่อจน ตัวเหยื่อแห้งก็จะปล่อยแล้วหาเหยื่อใหม่

1. Fanfin Seadevil

มาถึงปลาในอันดับ1 กับการจัดอันดับกับ toptenthailand ปลาตัวนี้แค่ชื่อก็หน้ากลัวแล้ว ปลาปีศาจ ครีบพัด (Fanfin Seadevil) หรือ Caulophryne jordani เป็น ปลาน้ำลึก ในตระกูล Anglerfish ปลาปีศาจ ครีบพัด ( Fanfin Seadevil ) มีสี่งที่แปลก และ โดดเด่นกว่า ปลาในตระกูล Anglerfish ทั่วไปคือ พวกมันไม่มีหงอนเรืองแสงบนหัว ที่ใช้สำหรับล่อเหยื่อในที่มืด และทั่วทั้งร่างมีครีบยาว คล้ายพัด เช่นเดียวกับปลาใน ตระกูล Anglerfish เพศผู้มีขนาดเล็กกว่ามากเพศเมีย เพศผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาด เพียง 0.5 นิ้ว (1.27 เซ็นติเมตร) ส่วนเพศเมียจะมีขนาดใหญ่ได้ถึง 10 นิ้ว (25 เซ็นติเมตร ความยาวไม่รวมหนวด) การที่เพศผู้มีขนาดเล็ก และเพศเมีย มีขนาด ใหญ่นั้นเกิดจากอุปนิสัยที่ เมื่อตัวผู้พบ ตัวเมีย ตัวผู้จะเกาะติดตัวเมียด้วยปาก ทำตัว เหมือนกาฝาก โดยดูดเลือดของตัวเมียเป็นอาหาร และเมื่อนานวันตัวผู้จะศูนย์เสีย การมองเห็น และประสาทสัมผัสต่างๆไป และหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเมีย ทีม’kotoptenthailand ว่า ก็เหมาะสมดีนะตัวผู้ค่อยๆกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเมีย

10 อันดับ สัตว์ที่อายุยืนที่สุดในโลก

10 อันดับ สัตว์ที่อายุยืนที่สุดในโลก

 

 

ทีมงาน toptenthailand ขอนำเสนอ 10 อันดับสัตว์ ที่มีอายุยืนที่สุดในโลก เชื่อว่าหลายๆท่ายอาจจะยังไม่รู้ และคงคิดว่า สัตว์แบบนี้มีอยู่จริงด้วยหรือ แต่ที่เราได้นำมาทำการจัดอันดับนั้นมีอยู่จริงครับ

ที่มา :

10. กุ้งมังกร Lobster

กุ้งมังกร Lobsterอายุขัย: 140 ปี แต่ทีมงาน toptenthailand ว่าคงอยู่ไม่ถึง 140 ปีแน่ๆ เพราะโดนกินก่อน กุ้ง มังกรเป็นสัตว์เศรษฐกิจอาหารทะเลส่งออกที่โดยทั่วโลก จัดเป็นอาหารมีราคาสูง ในบรรดากุ้งมังกรด้วยกันดูเหมือนว่า จอร์จ จะถูกพูดถึงมากที่สุด จอร์จถูกจับขึ้นมาจากชายฝั่งนิวฟาวแลนด์ในเดือนธันวาคม ปี 2008 และถูกนำไปขายยังภัตตาคารอาหารทะเลด้วยราคา 100 เหรียญ แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ยักษ์ของมัน ทางภัตตาคารจึงตัดสินใจไม่นำมันมาปรุงเป็นอาหาร แต่ปล่อยมันไว้ในตู้ให้ลูกค้าดูและถ่ายรูปเล่น ซึ่งสิบวันต่อมา ลูกค้าจำนวนหนึ่งได้แจ้งไปยังศูนย์คุ้มครองสัตว์เพื่อทำเรื่องขอให้ปล่อย จอร์จกลับทะเล ซึ่งในตอนแรกทางภัตตาคารไม่ยอม แต่ในที่สุดแล้วเจ้าของภัตตาคารก็ใจอ่อนยอมปล่อยมันไป ซึ่งมันถูกปล่อยในเขตคุ้มครองสัตว์น้ำเพื่อไม่ให้ใครจับมันได้อีก ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าจอร์จน่าจะเกิดราวปี 1869 รวมอายุได้ 140 ปี

9. หอยกูอี้ดั๊ก Geoduck

หอยกูอี้ดั๊ก Geoduck อายุขัย: 160 ปี หอยมีรูปร่างแปลกๆนะว่าไหม คล้าย? ด้วย หน้าตาอันเฉพาะตัวของมัน คนไทยจึงนิยมเรียกมันว่า “หอยจู๋” แต่แท้จริงแล้วมันคือหอยกูอี้ดั๊ก อย่างไรก็ดี duck ตัวนี้ไม่ได้แปลว่า เป็ด แต่แปลว่า ขุด ซึ่งคำนี้มาจากภาษาพื้นเมืองอเมริกัน แปลว่า ขุดลึก ทั้งนี้เพราะตามธรรมชาติ หอยชนิดนี้มันจะอยู่ในทรายที่น้ำท่วม ถึงตามริมฝั่ง โดยฝังตัวลงไปในทราย ยิ่งโตก็ยิ่งขุดลึกลง และยืดงวงขึ้นมาบนผิว ด้วยอายุขัยถึง 160 ปี มันจึงเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง

8. หนอนท่อ Lamellibrachia

หนอนท่อ Lamellibrachia อายุขัย: 170 ปี ดูแล้วไม่เหมือนหนอน เหมือนต้นไม้ที่เป็นข้อปล้องมากกว่าแต่ขอบอกไว้ก่อนว่านี้คือหนอน หนอน ท่อที่มีรูปทรงละม้ายคล้ายดอกไม้ปลอมนี้ อาศัยอยู่ในทะเลลึกและพึ่งพาแบคทีเรียสายพันธุ์หนึ่งในการผลิตอาหารดำรง ชีวิต แม้ดูว่ามันจะทำอะไรไม่ได้มากมาย แต่เจ้าหนอนท่อสายพันธุ์นี้มีความยาวได้ถึง 3 เมตร และมีอายุมากได้ถึง 170 ปี เลยทีเดียว

7. เต่าเรเดียต้า Radiated Tortoise

เต่าเรเดียต้า Radiated Tortoise อายุขัย: 180 ปี อย่าง ที่ทราบกันดีว่าเต่านั้นเป็นสัตว์ที่มีอายุยืน และในบรรดาเต่าด้วยกันนั้น เต่าเรเดียต้านั้นมีอายุยืนที่สุด เต่าเรเดียต้านั้นจัดเป็นเต่าบกที่มีสัสันและลวดลายสวยงามมาก มันมีถิ่นกำเนิดที่มาดากัสก้า อัฟริกา และด้วยสีสันอันสวยงามของมัน มนุษย์จึงนิยมนำมาเป็นสัตว์เลี้ยง เต่าเรเดียต้าที่มีชื่อเสียงที่สุดนั้นชื่อว่า ตูอิมาลิลา ซึ่งกัปตันคุกได้นำมันไปถวายกษัตริย์แห่งตองกาเมื่อราวปี ค.ศ.1777 ตูอิมาลิลามีชีวิตอยู่เรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ.1965 ซึ่งหมายความว่ามันมีอายุไม่น้อยกว่า 188 ปี เลยทีเดียว

6. หอยเม่นแดง Red Sea Urchin

หอยเม่นแดง Red Sea Urchin อายุขัย: 200 ปี หอย เม่นแดงนี้พบได้ในมหาสมุทรแปซิฟิค อาศัยอยู่ตามโขดหินใต้ทะเลที่ความลึก 90 เมตร ไม่ค่อยมีศัตรูทางธรรมชาติเท่าใดนัก สภาวะทางธรรมชาติของมันเอื้อให้มันมีชีวิตยืนยาวเนื่องจากการเจริญเติบโต ต่างๆ ของมันแทบจะหยุดชงักลงเมื่อมันอายุได้ 10 ปี ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามันสามารถอายุยืนได้ถึง 200 ปีเลยทีเดียว

5. วาฬ Bowhead Whale

วาฬ Bowhead Whale อายุขัย: 210 ปี วาฬ พันธุ์นี้ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอายุยืนที่สุดในโลก นอกจากนี้แล้วมันยังได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีปากกว้างที่สุดในโลกด้วย แม้ช่วงอายุจะยืนยาวถึง 210 ก็ตาม แต่มันมีประชากรเพียง 24,900 ตัวทั่วโลกเท่านั้น ทั้งนั้นทั้งนี้มาจากการล่าของมนุษย์นั่นเอง

4. ปลาคาร์ฟ Koi-โคอิ

ปลาคาร์ฟ Koi-โคอิ อายุขัย:220 ปี ปลา คาร์ฟสายพันธุ์นี้ถูกพัฒนาขึ้นจากปลาคาร์ฟญี่ปุ่น ตามความเชื่อแล้วปลาโคอินั้นเป็นสัญลักษณ์ของ ความรัก และ มิตรภาพ ซึ่งปลาโคอิที่มีชื่อเสียงสุดนี้ได้แก่ “ฮานาโกะ” ที่มีอายุยืนยาวถึง 226 ปี ฮานาโกะเกิดเมื่อปี 1751 และอยู่มาเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม ปี 1977

3. หอยทะเล Arctica islandica

หอยทะเล Arctica islandica อายุขัย: 410 ปี หอย ทะเลพันธุ์นี้ เราสามารถหาได้ไม่ยากในภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น ด้วยความที่มันเป็นอาหารยอดนิยม หลายคนจึงไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะมีอายุยืนยาวอะไรมากมาย แต่ผลการวิจัยสรุปออกมาว่ามันสามารถมีอายุยืนได้ถึง 410 ปีเลยทีเดียว

2. ฟองน้ำ Cinachyra antarctica

ฟองน้ำ Cinachyra antarctica อายุขัย: 1,550 ปี ฟองน้ำ ทะเลสายพันธุ์นี้อาศัยอยู่ที่มหาสมุทรแอนตาร์คติกในความลึกหลายร้อยเมตร มันมีอัตราในการเติบโตที่ช้ามากๆ จากการตรวจวิจัยพบว่ามันมีอายุขัยได้ถึง 1,550 เลยทีเดียว

1. แมงกระพรุน Turritopsis nutricula

แมงกระพรุน Turritopsis nutricula อายุขัย: อมตะ Turritopsis nutricula เป็นแมงกระพรุนที่มีวงจรชีวิตแปลกประหลาดมาก คือ หลังจากที่ย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้ว มันก็จะเติบโตแบบถดถอยกลับสู่วัยเด็กอีกครั้ง ซึ่งหลังจากเป็นเด็กได้สมบูรณ์แล้วมันก็จะเติบโตใหม่และก็กลับเป็นเด็กใหม่ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งสรุปได้ว่า ช่วงชีวิตของมันเป็น…อมตะ ทำลายสถิติ สัตว์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก ทุกสถาบัน

การเดินทางข้ามเวลา

นับตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ความเป็นไปได้ของการเดินทางท่องไปในกาลเวลาไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการที่เพ้อฝันอีกต่อไป มโนทัศน์เรื่องการเดินทางข้ามเวลา (time travel) กลายเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงอย่างจริงจังทั้งในทางวิทยาศาสตร์และปรัชญา ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (special theory of relativity) ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) แสดงถึงรูปแบบหนึ่งของการเดินทางข้ามเวลาไปสู่อนาคตโดยการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง อันเป็นผลให้เวลาของผู้เดินทางเดินช้าลง (หรือที่เรียกว่า time dilation effect) ดังตัวอย่างปฏิทรรศน์คู่แฝด (twin paradox) ที่แฝดคนหนึ่งเดินทางออกไปในอวกาศด้วยจรวดความเร็วสูงและกลับมายังโลก โดยอาจใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดเพียง 1 ปี แต่กลับพบว่าฝาแฝดของตนที่อยู่บนโลกมีอายุมากขึ้นถึง 10 ปี เป็นต้น กระทั่งในปี ค.ศ.1949 คูร์ท เกอเดิล (Kurt Gödel)ได้ค้นพบรูปแบบของกาล-อวกาศ (space-time) ในกรอบของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (general theory of relativity) ที่จะทำให้สามารถเดินทางกลับไปสู่อดีตได้ นี่เป็นความหมายของการเดินทางข้ามเวลาที่เราจะพิจารณากันในที่นี้ และเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญและได้รับการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

1. ความเป็นไปได้ของการเดินทางข้ามเวลา

เมื่อเรากล่าวว่าการเดินทางข้ามเวลา (ในความหมายของการเดินทางกลับไปสู่อดีต) “เป็นไปได้” สิ่งที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนในเบื้องต้นคือเรากำลังพูดถึงความเป็นไปได้ในความหมายระดับใด เรากำลังพูดในระดับความเป็นไปได้ในทางตรรกะ (logical possibility) ในแง่ที่เป็นมโนทัศน์ที่ไม่มีความขัดแย้งกันในตัวเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำหรับความเป็นไปได้ในระดับอื่นๆ หรือพูดถึงความเป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ (scientific possibility) ในแง่ที่สอดคล้องกับทฤษฎีฟิสิกส์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอยู่ในปัจจุบัน หรือพูดถึงความเป็นไปได้ในทางเทคโนโลยี (technological possibility) ในแง่ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้

เกอเดิล (Gödel, 1949) ได้แสดงถึงความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ของการเดินทางข้ามเวลา โดยวางอยู่บนสมมติฐานบางอย่างเกี่ยวกับโครงสร้างของจักรวาล นั่นคือ หากจักรวาลโดยรวมกำลังหมุนรอบตัวเองอยู่ จะมีโครงสร้างกาล-อวกาศ(space-time structure) รูปแบบหนึ่งที่สอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป รูปแบบดังกล่าวมีลักษณะซึ่งเรียกว่าclosed time-like curves (CTC) ที่จะทำให้เราสามารถเดินทางด้วยยานอวกาศออกไปสู่อวกาศในระยะไกลและวนกลับมายังโลก ซึ่งเราจะพบว่าเป็นช่วงเวลาในอดีตก่อนที่เราจะออกเดินทางตั้งแต่ทีแรกเสียอีก ในจักรวาลที่มีลักษณะเช่นนั้น การเดินทางกลับไปสู่ช่วงเวลาใดๆ ของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีความเป็นไปได้ที่ไม่แตกต่างไปจากการเดินทางไปสู่ตำแหน่งอื่นๆ ในอวกาศที่อยู่ห่างไกลออกไป (Gödel, 1949: 560) เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้น ขอให้พิจารณาภาพด้านล่างนี้

ภาพ “จักรวาลแบบเกอเดิล” จาก Quentin and Oaklander (1995: 204)

จากภาพข้างต้น เส้นแกนกลางของทรงกระบอกบ่งบอกถึงกรอบเวลาที่อ้างอิงบนโลก นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 – 1994 ยานอวกาศออกเดินทางจากโลกเมื่อปี ค.ศ.1992 จนพ้นไปจากแกนกลางของทรงกระบอก และค่อยๆ เดินทางย้อนกลับมายังโลกอีกครั้ง แม้ว่าในขณะบินด้วยยานอวกาศ เวลาของนักบินยังคงดำเนินไปตามปกติ เขายังคงมีอายุมากขึ้นตามระยะเวลาที่อยู่บนยาน แต่เขาจะพบว่าเวลาบนโลกที่จรวดเดินทางไปถึงนั้นคือปี ค.ศ.1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาในอดีตก่อนที่จะออกเดินทางตั้งแต่ต้น

นับตั้งแต่การค้นพบของเกอเดิลเป็นต้นมา การศึกษาปัญหาการเดินทางข้ามเวลาแบ่งได้เป็น 3 แนวทางหลัก แนวทางแรกเป็นการค้นหาโครงสร้างกาล-อวกาศ (space-time structure) ที่มีลักษณะแบบ CTCs นอกเหนือจากแบบของเกอเดิล ทั้งนี้เนื่องจากหลักฐานทางจักรวาลวิทยาในปัจจุบันบ่งชี้ว่าแม้แต่ละกาแล็คซี่จะหมุนอยู่ก็ตาม แต่จักรวาลโดยรวมไม่น่าจะกำลังหมุนรอบตัวเองอยู่ในลักษณะที่เกอเดิลเสนอไว้ จึงมีความพยายามที่จะหา CTCs รูปแบบอื่นที่สอดคล้องกับสภาพของจักรวาลที่เป็นจริงตามที่เราสามารถสังเกตได้ เช่น “รูหนอน” (wormhole) ที่เป็นเสมือนทางลัดที่เชื่อมระหว่างตำแหน่งในอวกาศ 2 ตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลกัน และเชื่อกันว่าอาจเป็นทางเชื่อมระหว่างช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้ด้วยเช่นกัน (โปรดดู Davies, 2001 และ Gott, 2002) โดยส่วนนี้จะเป็นงานวิจัยทางด้านฟิสิกส์ภาคทฤษฎี (theoretical physics) เป็นหลัก

แนวทางที่สองเป็นการวิเคราะห์ประเด็นทางความหมาย (semantic issue) ของมโนทัศน์อื่นที่เกี่ยวข้อง (เช่น เวลา สาเหตุ และการเดินทาง) ว่าจะยังคงเข้าใจได้ในแบบเดิมหรือไม่ในบริบทที่มีการเดินทางข้ามเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือถ้าการเดินทางข้ามเวลาเป็นไปได้ จะส่งผลทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนความหมาย (shift in the meanings) ของมโนทัศน์อื่นๆ ที่มีการถกเถียงกันอยู่แล้วในทางปรัชญาหรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อกังขาถึงนัยสำคัญของแนวทางการวิเคราะห์นี้ เนื่องจากคำถามว่าการเดินทางข้ามเวลาเป็นไปได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนความหมายของมโนทัศน์ที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

ส่วนแนวทางสุดท้ายเป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาจากปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลาทั้งจากฟิสิกส์และปรัชญา รวมถึงนัยสำคัญของปฏิทรรศน์ดังกล่าวต่อการปฏิเสธการมีโครงสร้างกาล-อวกาศที่ทำให้เกิด CTCs สำหรับใช้ในการเดินทางข้ามเวลา กล่าวคือ ปฏิทรรศน์ต่างๆ จะทำให้เราต้องสรุปว่าการเดินทางข้ามเวลาเป็นไปไม่ได้หรือไม่ และนั่นจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ารูปแบบกาลอวกาศบางรูปแบบที่ทำให้เกิดการเดินทางข้ามเวลาได้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริงด้วยหรือไม่ เพราะแม้เราอาจจะมีเหตุผลที่ทำให้เชื่อได้ว่า การเดินทางข้ามเวลาจะไม่เกิดขึ้นในโลกที่เป็นอยู่ (the actual world) แต่นี่ก็ยังไม่อาจใช้เป็นข้อสรุปที่เด็ดขาดได้ว่าเราไม่ได้กำลังอยู่ในจักรวาลแบบที่เกอเดิลได้บรรยายไว้ เพราะเป็นไปได้ว่าการเดินทางข้ามเวลาในจักรวาลเช่นนั้น จำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาลจนกระทั่งไม่อาจเป็นไปได้ในทางเทคโนโลยี (Horwich, 1987)

ในที่นี้ เราจะพิจารณาถึงปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลาที่มีการถกเถียงในงานทางปรัชญาเป็นหลัก เพราะแม้ข้อพิสูจน์จากทฤษฎีสัมพัทธภาพข้างต้นจะแสดงถึงความเป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในทางปรัชญาก็คือเราจะอธิบายมโนทัศน์เรื่องการเดินทางข้ามเวลาให้มีความสอดคล้องกันในทางตรรกะได้อย่างไร ในเบื้องต้นจะเป็นการสรุปถึงข้อโต้แย้งพื้นฐานทางตรรกะที่มีต่อมโนทัศน์เรื่องการเดินทางข้ามเวลาว่ามีความบกพร่องอย่างไร เพื่อนำไปสู่ปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลา ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน

2. ข้อโต้แย้งทางตรรกะต่อการเดินทางข้ามเวลา

โดยทั่วไป ข้อโต้แย้งต่อความเป็นไปได้ทางตรรกะของการเดินทางข้ามเวลา จะอยู่ในรูปของการอ้างเหตุผลทางอ้อม (indirect argument หรือที่เรียกว่า reductio ad absurdum) โดยเริ่มจากการสมมติให้การเดินทางข้ามเวลาเป็นไปได้ จากนั้นจึงพิจารณานัยที่ตามมา หากเกิดความขัดแย้งในตัวเอง (self-contradiction) นั่นก็จะเป็นเหตุผลที่ย้อนกลับไปแย้งข้อที่สมมติไว้ว่าไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่นหากการเดินทางข้ามเวลาเป็นไปได้ เราจะกล่าวได้ว่าห้านาทีจากนี้ไป เราจะไปอยู่ที่อีกหนึ่งร้อยปีให้หลัง นั่นหมายความว่าเวลา ณ จุดหมายปลายทางที่ไปถึง จะแตกต่างไปจากเวลาที่ใช้ในการเดินทาง และย่อมจะเป็นความขัดแย้งในตัวเองอย่างชัดเจนในการบอกว่าเราจะเดินทางข้ามช่วงเวลาหนึ่ง โดยที่ที่ไปถึงนั้นอยู่ ณ จุดของเวลาที่นานไปกว่าช่วงเวลาที่เราใช้ในการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม ข้อโต้แย้งนี้ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากเราสามารถเข้าใจได้ว่าช่วงเวลาที่แตกต่างกันเป็นการนับเวลาที่ขึ้นอยู่กับกรอบการอ้างอิงที่ต่างกัน ดังที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเวลาในแต่ละกรอบการอ้างอิงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกันเสมอไป เวลาที่นักเดินทางใช้ในการเดินทางข้ามเวลาเป็นเวลาที่วัดจากกรอบการอ้างอิงของนักเดินทางเอง ในขณะที่เวลาที่นักเดินทางก้าวข้ามไปถึงนั้นเป็นเวลาที่ขึ้นอยู่กับกรอบการอ้างอิงของโลก ดังนั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งในตัวเองที่นักเดินทางจะใช้เวลาที่นับในกรอบการอ้างอิงของตนเพียงห้านาทีเพื่อก้าวข้ามเวลาบนโลกไปร้อยปี

ข้อโต้แย้งทางตรรกะอีกแบบหนึ่งคือปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอดีต (changing the past) บางคนอาจมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนักว่าถ้าการเดินทางข้ามเวลาเป็นไปได้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งในตัวเอง ทั้งนี้เพราะอดีตเป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราไม่สามารถกลับไปสู่อดีตในความหมายของการกลับไปอยู่ในยุคสมัยที่ได้ผ่านพ้นไปแล้วได้ เช่น เราไม่สามารถกลับไปสู่อดีตยุคอียิปต์โบราณและช่วยชาวอียิปต์สร้างปิรามิดได้ เพราะปิรามิดเหล่านั้นได้ถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้วในขณะที่เราไม่ได้อยู่ที่นั่น การเดินทางข้ามเวลาจะทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอดีตจากเดิมที่ไม่มีเราช่วยสร้างปิรามิด มาเป็นอดีตที่มีเราช่วยสร้างปิรามิด ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางตรรกะ นั่นคือ เราอยู่ที่นั่นและเราไม่ได้อยู่ที่นั่น เราได้ช่วยสร้างปิรามิดและเราไม่ได้ช่วยสร้างปิรามิด และนี่จึงทำให้การเดินทางข้ามเวลาเป็นไปไม่ได้ (Hospers, 1988: 136)

แน่นอนว่า ความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอดีตข้างต้นเป็นสิ่งที่ขัดแย้งในตัวเองอย่างชัดเจน แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอดีต หากการเดินทางข้ามเวลาเกิดขึ้นจริง นั่นเพียงแต่แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นนั้นได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เช่น หากเราได้กลับไปในยุคอียิปต์โบราณจริง เราก็ได้อยู่ที่นั่นมาแล้วตั้งแต่ต้น และหากเราได้ช่วยสร้างปิรามิดในตอนที่ได้กลับไป เราก็ได้ช่วยสร้างปิรามิดเหล่านั้นตั้งแต่ทีแรกที่ชาวอียิปต์ได้สร้างขึ้นมา ในกรณีเช่นนี้ การเดินทางข้ามเวลาไม่ได้ทำให้อดีตเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ควรเข้าใจเสียใหม่ว่า การเดินทางข้ามเวลาสามารถมีอิทธิพลต่ออดีต (influencing the past) ซึ่งไม่ได้เป็นความขัดแย้งทางตรรกะแต่อย่างใด (โปรดดู Horwich, 1975 และ Harrison, 1995)

3. ปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลา

โดยทั่วไป “ปฏิทรรศน์” ในทางปรัชญา เกี่ยวข้องกับการเสนอความคิดหรือข้ออ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล แต่นำมาซึ่งข้อสรุปที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ยอมรับกันอยู่โดยทั่วไป ดังเช่นปฏิทรรศน์ของซีโนในเรื่องอคิลลิสวิ่งแข่งกับเต่า ที่อ้างเหตุผลว่าถ้าอคิลลิสต่อให้เต่าเริ่มต้นวิ่งนำหน้าไปก่อน ทุกครั้งที่อคิลลิสพยามยามวิ่งไปถึงจุดที่เต่าอยู่ เต่าก็จะเคลื่อนที่ไปจากจุดนั้นแล้ว ดังนั้นจึงสรุปว่าอคิลลิสจะไม่มีทางวิ่งไล่ทันเต่าได้ ซึ่งขัดแย้งกับสามัญสำนึกและประสบการณ์ของเรา ในกรณีของการเดินทางข้ามเวลา ปัญหาปฏิทรรศน์ที่มีการถกเถียงกันอย่างมากแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก คือ 1) ปฏิทรรศน์คุณปู่ และ 2) ปฏิทรรศน์ความรู้

3.1 ปฏิทรรศน์คุณปู่

ชื่อเรียก “ปฏิทรรศน์คุณปู่” (Grandfather Paradox) ซึ่งกลายเป็นชื่อที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาการเดินทางข้ามเวลาทั้งในทางฟิสิกส์และปรัชญา อาจสืบย้อนกลับไปได้ถึงจดหมายฉบับหนึ่งที่ส่งถึงบรรณาธิการของAstounding Stories ในปี 1933 ที่เขียนมาเสนอว่าวิธีที่จะพิสูจน์ว่าการเดินทางข้ามเวลาเป็นไปไม่ได้ จดหมายดังกล่าวมีเนื้อหาถึงสถานการณ์ที่นักเดินทางข้ามเวลาย้อนเวลากลับไปฆ่าปู่ของตนเองก่อนที่ปู่จะให้กำเนิดพ่อของเขา  แต่ทั้งนี้ปฏิทรรศน์คุณปู่ยังกินความถึงรูปแบบของสถานการณ์อื่นๆ ที่นักเดินทางข้ามเวลาเดินทางย้อนกลับไปในอดีตเพื่อทำบางสิ่งที่จะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ได้เกิดขึ้นแล้ว เช่น การฆ่าตัวเองในอดีต การทำลายยานพาหนะที่ใช้ข้ามเวลา เป็นต้น

ความสำเร็จของการกระทำเหล่านี้จะมีผล (effect) ที่ทำให้ผู้ที่เดินทางข้ามเวลาไม่สามารถดำรงอยู่ได้ (ก่อนการเดินทางข้ามเวลา) ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับลำดับของสาเหตุ (cause) ตั้งแต่ต้น กล่าวคือ นักเดินทางข้ามเวลาจะต้องดำรงอยู่ (ก่อนการเดินทางข้ามเวลา) จึงจะสามารถย้อนเวลากลับไปเพื่อกระทำการดังกล่าวนั้นได้  ตัวอย่างเช่นถ้านักเดินทางข้ามเวลาย้อนเวลากลับไปฆ่าปู่ได้ เขาก็จะไม่มีอยู่และไม่อาจเดินทางย้อนเวลาได้  ถ้าเขาไม่ได้เดินทางย้อนเวลา ปู่ย่อมไม่ถูกฆ่า และเขาจะเกิดมาเพื่อย้อนเวลากลับไปฆ่าปู่  แต่ถ้าเขาฆ่าปู่ได้ เขาก็จะไม่มีอยู่ ….. และเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่รู้จบ

บทความคลาสสิคที่ได้วิเคราะห์และแก้ปัญหาปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลาในรูปแบบนี้ คือ “The Paradoxes of Time Travel” ของ ลูอิส (Lewis, 1976) โดยลูอิสชี้ให้เห็นว่าข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้ที่จะแสดงว่าการเดินทางข้ามเวลาเป็นไปไม่ได้ในทางตรรกะไม่ได้อยู่ที่คำถามที่ว่านักเดินทางข้ามเวลาทำหรือไม่ได้ทำอะไร (ซึ่งนี่เป็นกรณีของข้อโต้แย้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงอดีตที่เราได้พิจารณาไปก่อนหน้านี้) แต่อยู่ที่คำถามที่ว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง (Lewis, 1976: 149) กล่าวคือ หากนักเดินทางข้ามเวลายังคงสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆ ตามที่เขาสามารถทำได้ในเวลาปกติแล้ว  เขาก็น่าจะยังคงสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แม้ว่าในความเป็นจริงเขาจะไม่ได้ทำก็ตาม ลูอิสยกตัวอย่างหลานชายที่เกลียดปู่ผู้เป็นพ่อค้าอาวุธซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่หลานยังเป็นเด็ก  ความเป็นไปได้ของการเดินทางข้ามเวลา จะทำให้หลานชายสามารถกลับไปในอดีตเพื่อฆ่าปู่ได้ แม้ว่าในความเป็นจริงเขาจะไม่ได้ฆ่าปู่ก็ตาม แต่การเดินทางข้ามเวลาก็ยังคงทำให้เกิดความขัดแย้งทางตรรกะของการที่ “หลานชายไม่ได้ฆ่าปู่แต่เขาสามารถทำได้” (เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์โดยปกติที่ใครๆ ก็ย่อมทำเช่นนั้นได้) ซึ่งขัดแย้งกับการที่ “หลายชายไม่ได้ฆ่าปู่และเขาไม่สามารถทำได้” (เพราะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางตรรกะที่จะเปลี่ยนแปลงอดีต) (Lewis, 1976: 150)

ลูอิสเสนอทางแก้ปัญหาข้างต้นด้วยการแสดงให้เห็นว่าข้อสรุปทั้งสองข้อนี้สามารถเป็นจริงได้พร้อมกัน เนื่องจากคำว่า“สามารถ” เป็นคำที่มีความหมายคลุมเครือ และทำให้ตีความได้ทั้งสองนัยดังเช่นข้อสรุปทั้งสองแบบข้างต้น  แต่นั่นก็ไม่ได้แสดงว่ามีความขัดแย้งกันในทางตรรกะแต่อย่างใด กล่าวคือ การกล่าวว่าบางสิ่งสามารถเกิดขึ้นได้ หมายความว่าการเกิดขึ้นของสิ่งนั้นมีความเป็นไปได้ร่วมกันกับ (compossible with) ข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านั้นถูกกำหนดจากบริบทแวดล้อม  การที่หลานชายสามารถฆ่าปู่ได้นั้น ก็เป็นไปได้ร่วมกันกับข้อเท็จจริงชุดหนึ่ง (ที่พิจารณาจากปัจจัยทั่วๆ ไป เช่น การมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง การมีแรงจูงใจ การมีอาวุธและความสามารถเพียงพอที่จะกระทำการนั้น เป็นต้น)  ในขณะที่การที่หลานชายไม่สามารถฆ่าปู่ได้ ก็เป็นไปได้ร่วมกันกับข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่งที่ครอบคลุมกว่า นั่นก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่าปู่ของเขาไม่ได้ถูกฆ่าตาย (รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าปู่ได้ให้กำเนิดพ่อของเขา)  ในแง่นี้ หลานชายจึงสามารถและไม่สามารถฆ่าปู่ของเขาได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดขอบเขตของข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน  เราจำเป็นต้องเลือกขอบเขตของข้อเท็จจริงที่จะใช้พิจารณาในการบอกว่าหลานชายสามารถฆ่าปู่ได้หรือไม่ แต่เราไม่สามารถบอกได้ในคราวเดียวกัน (หรือจากข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน) ว่าหลานชายสามารถและไม่สามารถฆ่าปู่ของเขาได้  ด้วยเหตุนี้ การเดินทางข้ามเวลาจึงไม่ได้มีผลที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางตรรกะแต่อย่างใด (Lewis, 1976: 150-151)

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเสนอข้างต้นจะแสดงถึงความเป็นไปได้ทางตรรกะของการเดินทางข้ามเวลา แต่ ฮอร์วิช (Horwich, 1987) ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่าจะไม่มีความขัดแย้งทางตรรกะใดๆ ก็ตาม แต่เราก็อาจมีเหตุผลเชิงประจักษ์ในการที่จะสรุปได้ว่าการเดินทางข้ามเวลาจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ฮอร์วิชให้เหตุผลว่าความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าของนักเดินทางข้ามเวลาที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นปฏิทรรศน์ (เช่นความพยายามของหลานชายที่จะฆ่าปู่ของตนเอง) ก่อให้เกิดชุดของเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เช่น ความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปของการเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน การยิงพลาดเป้า การลื่นหกล้ม ฯลฯ

ประเด็นสำคัญของฮอร์วิชอยู่ที่ว่าเนื่องจากความสำเร็จในการพยายามที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นปฏิทรรศน์จะทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวเองขึ้น (นั่นคือ นักเดินทางจะทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่) แต่ไม่มีโลกที่เป็นไปได้ใดๆ ที่จะมีความขัดแย้งในตัวเองได้  ดังนั้น เราจึงรู้ได้ว่าความพยายามเหล่านั้นจะไม่มีวันทำได้สำเร็จ  แม้ความพยายามเหล่านั้นจะเป็นการกระทำพฤติกรรมต่างๆ ที่ปกติเราสามารถกระทำได้อย่างง่ายดายก็ตาม (เช่น การเหนี่ยวไกปืนเพื่อฆ่าปู่ของหลานชายในระยะประชิด) แม้โดยทั่วไปความพยายามกระทำการใดๆ อาจล้มเหลวได้ด้วยเหตุผลต่างๆ แต่ความพยายามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด (เช่น ในกรณีที่หลานชายยังคงพยายามฆ่าปู่ของตนเองอย่างไม่ลดละ) จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นความบังเอิญ(coincidences) มากมายที่มาขัดขวางการกระทำเหล่านั้น และด้วยประสบการณ์เชิงประจักษ์ของเราที่ว่าความบังเอิญมากมายขนาดนั้นไม่น่าเป็นไปได้ เราจึงมีเหตุผลที่ดีที่จะเชื่อว่าความล้มเหลวที่ต่อเนื่องเช่นนั้น เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างสูง (highly improbable) (Horwich, 1987: 122)

ฮอร์วิช เห็นว่าความพยายามที่จะกระทำสิ่งที่เป็นปฏิทรรศน์ของของนักเดินทางข้ามเวลา (เช่น การฆ่าปู่ของตนเอง หรือการฆ่าตัวเองในอดีต) กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ความพยายามดังกล่าวล้มเหลวอย่างต่อเนื่องเสมอนั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันในเชิงสาเหตุ เพราะไม่มีเหตุการณ์ใดเป็นสาเหตุ (หรือผล) ของอีกเหตุการณ์หนึ่ง และทั้งสองเหตุการณ์ก็ไม่ได้มีสาเหตุร่วมเดียวกัน (common cause) (Horwich, 1995: 263)  ดังนั้น การเกิดขึ้นมาคู่กันของเหตุการณ์สองแบบนี้จึงไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างสูง  และจากประสบการณ์ของเราต่อความไม่น่าจะเป็นไปได้ของความบังเอิญเช่นนี้ จึงทำให้สามารถอนุมานกลับไปได้ว่าการเดินทางข้ามเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่นำมาสู่สถานการณ์ดังกล่าว จึงย่อมเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อย่างสูงในโลกที่เป็นอยู่นี้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สมิธ (Smith, 1997) โต้แย้งข้อเสนอข้างต้นของฮอร์วิชไว้ดังนี้ ข้อสรุปที่ว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ วางอยู่บนฐานของการที่มีความบังเอิญต่างๆ ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ (improbable coincidences) ซึ่งไปละเมิดหลักการที่ฮอร์วิชเรียกว่า “Principle of V-Correlation” (PVC)  โดยหลักการนี้มีอยู่ว่าคู่ของเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม จะมีการเชื่อมโยงกันด้วยการเป็นสาเหตุโดยตรงต่อกัน หรือไม่เช่นนั้นก็มีสาเหตุร่วมเดียวกัน เราไม่เคยสังเกตพบคู่ของเหตุการณ์ที่จะเชื่อมโยงกันด้วยเหตุการณ์ที่ตามมาภายหลัง  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการรับหลักการดังกล่าวทำให้ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีเหตุการณ์ใดๆ เชื่อมโยงกันด้วยผลร่วมอันเดียวกัน (common effect)  ในกรณีตัวอย่างเรื่องปฏิทรรศน์คุณปู่ การพยายามฆ่าปู่ของตนเองกับสถานการณ์ที่เป็นความบังเอิญต่างๆ ที่เป็นตัวมาขัดขวางการกระทำนั้น (เช่น การที่ปืนขัดข้องกะทันหัน การยิงผิดเป้า การลื่นล้ม ฯลฯ) ดูเหมือนจะถูกเชื่อมโยงกันด้วยผลร่วมที่ตามมาทีหลังอันเดียวกัน นั่นคือ ความมีอยู่ของนักเดินทางข้ามเวลาภายหลังจากนี้  ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการ PVC ดังกล่าว อันทำให้ฮอร์วิชเห็นว่าการเดินทางข้ามเวลาเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

แต่สมิธแย้งว่าหลักการ PVC เป็นหลักการที่พูดถึงสิ่งที่เคยมีการสังเกตการณ์มาแล้วเท่านั้น การเกิดขึ้นของการเดินทางข้ามเวลาอาจก่อให้เกิดความบังเอิญที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่การไม่มีความบังเอิญดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบันไม่ได้ช่วยยืนยันอะไรเกี่ยวกับโอกาสที่จะไม่มีการเกิดขึ้นของการเดินทางข้ามเวลาในภายภาคหน้า  นอกจากนี้ สมิธยังเห็นว่าข้อโต้แย้งจากความบังเอิญที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เป็นเหตุผลที่มีข้อบกพร่องตั้งแต่ต้น เพราะในการที่จะทำให้เกิดผลที่เป็นความบังเอิญที่ไม่น่าจะเป็นได้อย่างสูงออกมานั้น จะต้องมีการนำเข้าความบังเอิญที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ในปริมาณที่สูงมากด้วยเช่นกัน นักเดินทางข้ามเวลาจะต้องมีชุดของความเชื่อที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เช่น เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ เชื่อว่าถ้าฆ่าปู่สำเร็จแล้วปู่จะสามารถฟื้นคืนชีพได้ หรือจำไม่ได้ว่าคนที่พบนั้นคือปู่ของตนเอง ฯลฯ  อย่างไรก็ตาม เราอาจมีข้อสงสัยต่อข้อโต้แย้งของสมิธได้ว่า 1) นักเดินทางข้ามเวลาทุกคนที่ต้องการก่อให้เกิดผลที่เป็นปฏิทรรศน์ ต้องมีความเชื่อที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เช่นนั้นจริงหรือ  2) แม้จะยอมรับว่าต้องมีการนำบางสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เข้ามาก่อนเพื่อที่จะนำไปสู่ผลที่เป็นความบังเอิญที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่จำเป็นหรือไม่ที่ความไม่น่าจะเป็นไปได้ในส่วนแรกต้องมีปริมาณมากเท่ากับความไม่น่าจะเป็นไปได้ในส่วนหลัง (Richmond, 2003: 301)

3.2 ปฏิทรรศน์ความรู้

ปฏิทรรศน์ของการเดินทางข้ามเวลาในรูปแบบที่สอง ซึ่งบางคนอาจเรียกชื่อตามตัวอย่างที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาว่า “ปฏิทรรศน์ความรู้” (knowledge paradox) เป็นสถานการณ์ที่การเดินทางข้ามเวลาก่อให้เกิดมีบางสิ่งขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ หรือไม่อาจอธิบายที่มาได้ ตัวอย่างเช่น หากการเดินทางข้ามเวลาเป็นไปได้  นักเดินทางข้ามเวลาจะสามารถกลับไปในอดีตและให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการสร้างยานเวลา (time machine) กับตัวเองในอดีต  ในกรณีเช่นนี้ ความรู้ดังกล่าวไม่ได้มาจากนักเดินทางข้ามเวลา เพราะเขาเพียงแต่จดจำความรู้นั้นจากอดีตที่ผ่านมา และตัวเขาในอดีตก็ได้ความรู้นั้นมาจากการพูดคุยกับนักเดินทางข้ามเวลาซึ่งเป็นตัวเขาเองในอนาคต  เราจึงไม่อาจอธิบายได้ว่าความรู้ที่ว่านี้มีต้นกำเนิดมาได้อย่างไร หรือใครเป็นคนแรกที่ได้คิดขึ้น เพราะหากไม่มีผู้คิดค้นขึ้นมา ก็ไม่น่าจะเกิดการเดินทางข้ามเวลาได้ตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ รูปแบบของปฏิทรรศน์ความรู้ ยังครอบคลุมถึงกรณีของสถานการณ์ที่การเดินทางข้ามเวลาก่อให้เกิดบางสิ่งขึ้นมาในลักษณะที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากสิ่งอื่นนอกเหนือจากตัวมันเอง เช่น การที่นักเดินทางข้ามเวลาได้พบยานเวลาโดยบังเอิญ และใช้ยานเวลานั้นในเวลาต่อมาเพื่อย้อนกลับเอาไปทิ้งไว้ให้ตัวเองในอดีต ซึ่งนั่นทำให้ยานเวลาดังกล่าวไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ณ ช่วงเวลาใดๆ เลย การเกิดมีขึ้นของยานเวลาเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตัวมันเองอย่างสิ้นเชิง  ในเรื่องสั้น All You Zombie ของโรเบิร์ต ไฮน์ไลน์ (Robert Heinlein) ได้เขียนถึงกรณีที่คล้ายกันนี้ หากแต่เปลี่ยนจากวัตถุกายภาพเป็นมนุษย์แทน  โดยตัวเอกของเรื่องได้เดินทางย้อนเวลากลับไปกลับมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน จนในท้ายที่สุดค้นพบว่าตนเองเป็นทั้งพ่อและแม่ผู้ให้กำเนิดตนเองตั้งแต่ต้น (โปรดดู Harrison, 1979; Levin, 1980 และ Godfrey-Smith, 1980)

เราอาจกล่าวโดยรวมได้ว่า ปฏิทรรศน์ความรู้ในการเดินทางข้ามเวลาเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการวนกลับมาเป็นสาเหตุของตัวเอง (causal loop) โดยไม่อาจอธิบายที่มาที่ไปหรือจุดเริ่มต้นได้  แม้ว่าจากตัวอย่างต่างๆ ข้างต้นจะนำมาซึ่งผลที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่นั่นก็ไม่ได้แสดงถึงความเป็นไปไม่ได้ทางตรรกะของการเดินทางข้ามเวลา เพราะไม่มีกรณีใดเลยที่เป็นความขัดแย้งในตัวเอง  ลูอิสเองก็เห็นว่าการวนกลับเชิงสาเหตุดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่แปลก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้  เพราะความแปลกที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปมากนักจากสิ่งซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ที่เราคุ้นเคยกัน เช่น พระเจ้า บิ๊กแบง การมีอดีตที่ไม่สิ้นสุดของจักรวาล ที่ล้วนเป็นสิ่งซึ่งไม่มีสาเหตุและไม่อาจอธิบายได้  หากเรายอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ การวนกลับเชิงสาเหตุที่อธิบายไม่ได้ของการเดินทางข้ามเวลาก็คงเป็นสิ่งซึ่งไม่ยากเกินไปที่จะยอมรับได้เช่นกัน (Lewis, 1976: 149)

ข้อโต้แย้ง ณ จุดนี้ อาจพิจารณาจากความเข้าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์เรื่องการเป็นสาเหตุ (causation) ดังที่เมลเลอร์ (Mellor, 1998) เห็นว่าการเดินทางข้ามเวลาเกี่ยวพันกับเรื่องการเป็นสาเหตุแบบย้อนกลับ (backward causation) ซึ่งทำให้เกิดการวนกลับเชิงสาเหตุอย่างจำเป็น  ข้อเสนอที่สำคัญของเมลเลอร์คือ สาเหตุ (cause) คือเหตุการณ์ที่เพิ่มความน่าจะเป็นของการเกิดผล (effect)  แต่ในการวนกลับเชิงสาเหตุนั้น ทุกเหตุการณ์จะกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุของตัวมันเอง และเนื่องจากผล (effect) ไม่อาจเพิ่มความน่าจะเป็นให้กับการเกิดขึ้นของสาเหตุได้  เหตุการณ์ใดๆ ในการการวนกลับเชิงสาเหตุจึงไม่อาจเพิ่มความน่าจะเป็นให้กับการเกิดขึ้นของเหตุการณ์นั้นๆ (ซึ่งเป็นสาเหตุของตัวมันเอง) ได้  การวนกลับเชิงสาเหตุจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้  ด้วยเหตุนี้ การเดินทางข้ามเวลาจึงเป็นไปไม่ได้ด้วยเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม การเป็นสาเหตุยังเป็นมโนทัศน์ที่ถกเถียงกันอยู่ในทางปรัชญา และคงไม่อาจหาข้อสรุปได้โดยง่าย  การใช้แนววิเคราะห์การเป็นสาเหตุในแบบข้างต้นเพื่อปฏิเสธความเป็นไปได้ของการเดินทางข้ามเวลาจึงไม่อาจถือเป็นข้อยุติได้เช่นกัน

4. การเดินทางข้ามเวลากับแนวคิดจักรวาลคู่ขนาน

นอกจากแนวทางการแก้ปัญหาปฏิทรรศน์ที่ได้อภิปรายไปข้างต้นแล้ว ยังมีข้อเสนอถึงทางออกของปฏิทรรศน์ด้วยการตีความมโนทัศน์เรื่องการเดินทางข้ามเวลาในความหมายใหม่  ในบทความ “The Quantum Physics of Time Travel”ด๊อยทช์และล็อควูด (Deutsch and Lockwood, 1994) ได้เสนอรูปแบบของการเดินทางข้ามเวลาบนพื้นฐานของการมีจักรวาลที่เป็นไปได้อื่นๆ โดยอาศัยการตีความหลายจักรวาลของกลศาสตร์ควอนตัม (many-universe interpretation of quantum mechanics) ที่เสนอขึ้นโดย Hugh Everett III ในปี ค.ศ.1957 เพื่อเป็นทางออกของปฏิทรรศน์ต่างๆ ของการเดินทางข้ามเวลา  ตามความคิดนี้ นักเดินทางข้ามเวลาไม่ได้เดินทางกลับไปสู่อดีตของโลกที่ผ่านมาในจักรวาลของเขา แต่เป็นโลกในจักรวาลอื่นที่เป็นไปได้ ซึ่งมีอยู่คู่ขนานกันไปกับจักรวาลของนักเดินทาง  ดังนั้น หากนักเดินทางข้ามเวลาพยายามฆ่าปู่ของตัวเอง (หรือถ้าจะให้ถูกแล้ว ควรบอกว่าเป็นปู่ของคนที่จะได้เติบโตขึ้นมาเป็นเหมือนเขาในจักรวาลนั้น หากว่าปู่คนนั้นไม่ได้ถูกฆ่าเสียก่อน) เขาย่อมจะสามารถทำได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งในตัวเอง เพราะหากว่านักเดินทางทำได้สำเร็จ นั่นก็เพียงแต่ทำให้จักรวาลนั้นจะไม่มีคนที่เหมือนเขาเกิดขึ้นมาได้เท่านั้น  ในกรณีของปฏิทรรศน์ความรู้ นักเดินทางข้ามเวลาก็เพียงแต่ทำให้เกิดมีสิ่งของหรือความรู้ใหม่ที่ไม่สามารถอธิบายความมีอยู่ของสิ่งนั้นได้จากจักรวาลที่เขาเดินทางไปถึงเท่านั้น แต่การสร้างสรรค์ก็ยังคงมีอยู่จริงและสามารถอธิบายได้จากจักรวาลที่นักเดินทางได้เดินทางจากมา

แต่ปัญหาหนึ่งของข้อเสนอนี้คือหากนักเดินทางข้ามเวลายังคงสามารถเดินทางกลับไปกลับมาระหว่างจักรวาลต่างๆ และไปยังช่วงเวลาต่างๆ ในแต่ละจักรวาลนั้นๆ ได้ ปัญหาในรูปแบบปฏิทรรศน์คุณปู่และปฏิทรรศน์ความรู้ ก็จะยังคงมีอยู่เช่นเดิม ตัวอย่างเช่น นักเดินทางข้ามเวลาเดินทางจากจักรวาล A ไปยังปี ค.ศ. 1900 ของจักรวาล B เพื่อไปฆ่าปู่ของบุคคลที่จะเกิดขึ้นมาเป็นตัวเขาในจักรวาลนั้น แต่นักเดินทางข้ามเวลาเคยเดินทางไปยังช่วงเวลาหลังจาก ค.ศ.1900 ของจักรวาล Bมาแล้วและรู้ว่าตัวเขาในจักรวาล B นั้นมีชีวิตอยู่ ซึ่งนี่ก็จะย้อนกลับไปที่ปัญหาที่เริ่มถกเถียงมาจากข้อเสนอของลูอิสอีกครั้ง  ในแง่นี้ การที่เราจะใช้แนวคิดการมีจักรวาลคู่ขนาน เพื่อแก้ (หรือเลี่ยงปัญหา) ปฏิทรรศน์ต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์นั้น เราอาจต้องยอมรับว่าการเดินทางข้ามเวลาตามแนวคิดนี้ได้สร้างจักรวาลคู่ขนานขึ้นมาใหม่เสมอ และจึงมีจักรวาลต่างๆ มากมายพอๆ กับที่การเดินทางข้ามเวลาได้เกิดขึ้น และนักเดินทางข้ามเวลาไม่อาจย้อนกลับไปที่จักรวาลเดิมที่มีอยู่ก่อนหน้าได้ อันทำให้ไม่สามารถก่อผลที่เป็นปฏิทรรศน์ใดๆ ได้ แต่การเดินทางข้ามจักรวาลเช่นนี้ดูจะไม่ใช่การเดินทางข้ามเวลาในความหมายที่เราเข้าใจหรือต้องการให้เป็น เนื่องจากจุดหมายปลายทางที่ไปถึงไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นอนาคตหรืออดีตที่มีความต่อเนื่องในเชิงสาเหตุกับช่วงเวลาปัจจุบันที่เป็นจุดเริ่มต้นของการออกเดินทาง (โปรดดู Abbruzzese, 2001)

อย่างไรก็ตาม ด๊อยทช์และล็อควูด เห็นว่าประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับการให้คำนิยามที่แน่นอนของการเดินทางข้ามเวลาอาจไม่มีนัยสำคัญมากนัก เนื่องจากสิ่งที่ควรพิจารณาเป็นลำดับแรกน่าจะอยู่ที่ตัวความจริงของข้อเสนอที่มาจากทฤษฎีมากกว่า เพราะหากว่าภาพของจักรวาลที่หลากหลายเป็นสิ่งเกิดขึ้นตรงกับความเป็นจริงแล้ว นั่นย่อมแสดงว่าข้อโต้แย้งที่ผ่านมาของเรื่องการเดินทางข้ามเวลาล้วนวางอยู่บนรูปแบบของความเป็นจริงทางกายภาพที่ไม่ถูกต้อง (Deutsch and Lockwood,1994: 56) กล่าวคือ หากรูปแบบการเดินทางข้ามเวลาบนฐานของการมีจักรวาลคู่ขนานที่อาศัยการตีความของกลศาสตร์ควอนตัม สามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องตรงกับความเป็นจริง (reality) ของโลกกายภาพที่เป็นอยู่  นั่นก็จะนำสู่เป็นประเด็นทางความหมาย (semantic issue) คือ เราต้องตัดสินใจว่าเราจะให้นิยามกับคำว่า “จักรวาล” “เวลา” “การเป็นสาเหตุ” “การเดินทางข้ามเวลา” ฯลฯ เปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่อย่างไร